พท.ย้อนถาม ระหว่าง ‘สมชัย’ กับ ‘คสช.’ ใครทำสังคมสับสนมากกว่ากัน ตั้งข้อสังเกตสั่งปลดใช้อำนาจพร่ำเพรื่อ อีกไม่นานก็ได้ กกต.ใหม่
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี การใช้อำนาจมาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดนายสมชัย ศรีสุทธิยากร พ้นจากกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ผลจากคำสั่งนี้ ทำให้รัฐบาลคสช.ถูกมองว่าใช้อำนาจเกินกว่าเหตุโดยไม่จำเป็นหรือไม่ เพราะ กกต.ชุดปัจจุบันเป็นเพียงชุดรักษาการ ไม่จำเป็นต้องสั่งให้ยุติปฏิบัติหน้าที่ ก็มีอันต้องยุติในเร็วๆนี้อยู่แล้ว แม้ สนช.จะลงมติคว่ำ 7 ว่าที่ กกต. ซึ่งผ่านการสรรหามาแล้ว แต่อีกไม่นานก็จะได้ว่าที่ กกต.ชุดใหม่มาทำหน้าที่แทนชุดเก่าอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปรีบปลดนายสมชัยในเวลานี้ จนถูกมองว่าใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดพร่ำเพรื่อเกินไปหรือไม่ ปมที่ว่านายสมชัย ทำให้เกิดความสับสนต่อโรดแมปเลือกตั้ง ประชาชนสงสัยว่าระหว่างนายสมชัย กับรัฐบาล คสช.ใครพูดแล้วโรดแมปเลือกตั้งสับสนมากกว่ากัน โดยเฉพาะฐานความคิดเรื่องกฎหมายระหว่างนายสมชัย กับทีมกฎหมายรัฐบาล คสช.ก็ถูกตั้งคำถามว่า ของใครวิพากษ์วิจารณ์อยู่บนพื้นฐานกฎหมายหรืออยู่บนอารมณ์ความรู้สึก
“รัฐบาล คสช.ต้องระมัดระวังการใช้อำนาจนี้ เพราะมาตรา 44 เป็นเหมือนอำนาจพิเศษของฝ่ายบริหาร แต่กลับไปปลดกรรมการในองค์กรอิสระได้ ไม่เช่นนั้น จะมีคำถามตามมาว่า ถึงมาตรฐานการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่นขององค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบที่เป็นองค์กรอิสระ ล่าช้า สองมาตรฐานหรือไม่นั้น รัฐบาลคสช.ต้องสั่งปลดด้วยหรือไม่ หรือทุกภาคส่วนต้องลดราวาศอกให้บางเรื่อง ดุดันแข็งกร้าวในบางเรื่องหรือไม่ รัฐบาลคสช.ควรนำปัญหานี้ไปทบทวนว่า ทำอย่างไรจะให้เกิดความเชื่อมั่นว่าองค์กรอิสระสามารถทำงานได้อย่างอิสระ ไร้ใบสั่ง ไร้การแทรกแซง ไม่มีการล้วงลูก ปล่อยให้กระบวนการและความเป็นมืออาชีพ ดำเนินไปตามกระบวนการ อย่างแท้จริง” นายอนุสรณ์กล่าว

