วันนี้ (25 มี.ค.) นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ประธาน ครป. กล่าวในเสวนาสาธารณะเรื่อง “มาตรา 44 เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร?” เมื่อวันที่ 25 มีนาคม เวลา 13.00-16.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 2 สมาคมนักข่าวฯ โดยระบุว่า
“การใช้มาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) นั้น เข้าใจว่าปัจจุบันอาจจะมีมากกว่า 200 เรื่องแล้ว ซึ่งถือว่าเยอะมาก มีการใช้เกี่ยวการเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง คือ การขยายเวลา 90 วัน ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง ทั้งที่จริงไม่ต้องใช้ก็ได้ ถ้า คสช.ให้พรรคการเมืองดำเนินทำกิจกรรมทางการเมืองการทันที ก็ไม่มีเหตุผลต้องใช้แก้ปัญหาตรงนี้ และการปลดนายสมชัยออกจากตำแหน่งกกต.ด้วยเหตุผลที่ว่า นายสมชัยสร้างความสับสนทางการมือง และตอนหลังก็มาบอกอีกทีว่ามีคนขอมาให้ปลด กกต. เพราะมีคนขอมา จึงก็ดูแปลกๆ และก็สงสัยว่าการใช้มาตรา 44 มันมีเหตุผลอะไรกันแน่”
“การใช้อำนาจครั้งนี้ผมมองว่า เป็นการใช้อำนาจนำอารมณ์มากกว่าเหตุผลที่แท้จริง คสช.เป็นคนมีอำนาจรัฐ ต้องการเสียงแห่งความเงียบ ต้องการเสียงที่ต้องทำตามคำสั่ง โดยใช้อำนาจกลบฝังความเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองลงไป โดยเฉพาะเสียงที่มีตำแหน่งทางสังคมสูง ก็อาจจะกระทบต่ออำนาจรัฐได้สูง คสช.จึงพยายามใช้อำนาจนี้เพื่อให้เรื่องเงียบลงไป” นายพิชาย ระบุ
และว่า “สะท้อนการแสดงอำนาจที่ขาดความยั่งคิด คือ ระบอบศาสตราธิปไตย คือ อำนาจอธิปไตยมาจากกำลังอาวุธ และมาตรา 44 ก็เป็นสิ่งที่มาจากกำลังอาวุธ ปกติมาตราประเภทนี้เป็นระบบกลไกพิเศษ ที่มีข้อบกพร่องมากมายมหาศาล เพราะเป็นการใช้อำนาจด้วยแรงปรารถนาของผู้มีอำนาจเป็นหลัก จึงสร้างผลกระทบต่อระบบอำนาจในอนาคตคือ ระบอบประชาธิปไตย การใช้มาตรา 44 ปกติบางสถานการณณ์สังคมไทยอาจยอมรับได้ในบางกรณี โดยเฉพาะความสงบเรียบร้อย และเรื่องที่มีผกระทบจริงๆ แต่กลายเป็นว่าหลายครั้งที่เราเห็นการใช้มาตรา 44 ป็นการใช้ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ใช้แบบสะเปะสะปะ จึงทำให้ความขลังและความน่าเชื่อถือของมาตรา 44 ลดลง”
การใช้อำนาจนี้จะเกิดผลสืบเนื่องหลายอย่าง คือ ทำให้องค์กรอิสระ กกต. รวมทั้งองค์กรอิสระอื่นๆ ต้องทำงานภายใต้บรรยากาศของความหวาดระแวง ไม่กล้าตัดสินใจในประเด็นที่สำคัญ หรือประเด็นที่อาจจะมีผลกระทบต่อผู้มีอำนาจ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว ดังนั้นองค์กรอิสระก็ไร้อิสระเพราะมีความหวาดระแวงในการใช้มาตรา 44 อยู่ จึงถือเป็นการล่มสลายของการตรวจสอบของระบบสังคมไทย องค์กรอิสระก็จะทำงานภายใต้ในสิ่งที่ผู้มีอำนาจรัฐต้องการ หมายความว่า ทำให้การทำหน้าที่ของการมีเหตุผลที่สุจริตเที่ยงธรรมลดลง สังคมจะตั้งคำถามกับองค์กรเหล่านี้มากขึ้น และอาจมีความเสื่อมศรัทธาต่อองค์กรตามมา นี่ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตยที่เราต้องการ เพราะไม่มีหลักประกันอะไรที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับระบอบประาธิปไตยได้
อย่าลืมปัจจัยหลักที่ประเทศไทยมีการรัฐประหารก็เพราะความอ่อนแอขององค์กรอิสระ ที่ไม่สามารถตรวจสอบอำนาจรัฐที่ทุจริตได้ตามกลไก จึงกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ถ้ารัฐต้องการให้มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ต้องให้องค์กรเหล่านี้ทำงานอย่างอิสระ ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะมีการใช้อำนาจแบบนี้เพื่อที่แทรกแซงเรื่องอื่นๆในอนาคตอีก เพราะมีตัวอย่างเกิดขึ้นแล้ว มันก็ไม่ยากที่ คสช.จะทำต่อในอนาคต ถ้าเป็นแบบนี้อาจจะมีความเป็นไปได้ว่า จะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง เพราะถ้าใช้มาตรา 44 ปลด กกต.ได้ ก็ไม่มีอะไรที่มาตรา 44 ทำไม่ได้ นี่คือการก้าวล่วงอำนาจของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี ในระหว่างการเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็อาจจะหาเสียงแบบเกร็งๆ เพราะกลัวว่าทำอะไร พูดอะไร จะอะไรที่ไปกระทบต่อ คสช. พรรคการเมืองอาจเกรงว่าจะกระทบจนเกิดการยุบพรรคได้ ผู้มีอำนาจเขาสามารถทำได้ทั้งสิ้น นี่คือผลกระทบต่อการใช้อำนาจมาตรา 44 ที่ใช้อารมณ์นำเหตุผล
ดังนั้นการใช้อำนาจมาตรา 44 ผู้ใช้อำนาจต้องพึงระวังมาก ว่าเรื่องอะไร็ตามเมื่อใช้ไปแล้วจะกระทบต่อ กฎหมาย บรรทัดฐาน บรรยากาศประชาธิปไตย มากน้อยขนาดไหน ถ้าไม่เป็นก็ไม่ควรจะใช้อำนาจเหล่านี้เข้ามาแทรกแซงกระบวนการทางการเมือง

