วิพากษ์ ‘ผลดี-ผลเสีย’ ม.44 ศาสตราธิปไตย?

26.03.18 | 17:59 น.

หมายเหตุ – คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 จัดเสวนาสาธารณะเรื่อง ”มาตรา 44 เพื่อชาติ หรือเพื่อใคร?Ž” ที่สมาคมนักข่าวฯ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม


 


สมชัย ศรีสุทธิยากร
อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

กฎหมายลักษณะตามมาตรา 44 ถือว่ามีความจำเป็นในช่วงหนึ่งที่จะใช้ในการบริหารบ้านเมือง หรือเรื่องที่อาจจะต้องเร่งทำ เร่งแก้ไขปัญหาบ้านเมือง มาตรานี้ทำให้ผู้มีอำนาจเหนืออำนาจบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ คำสั่งจะมีผลเสร็จสิ้นทันที การใช้มาตรา 44 คือผลดีหากใช้อำนาจตามลักษณะแก้ไขปัญหาที่เข้ามารัฐประหาร หรือการแก้ไขปัญหาที่ทันท่วงทีแต่เมื่อเรามีรัฐธรรมนูญ 60 แล้ว ในมาตรา 265 ให้ คสช.อยู่ต่อไป จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีใหม่ นั่นคือมีมือของมาตรา 44 ที่ยังอยู่ด้วย ถ้ากรณีช่วงรัฐประหารที่กลไกต่างๆ ทำงานไม่เต็มที่ มาตรา 44 ถือว่าจำเป็น แต่ถ้ามีรัฐธรรมนูญแล้วยังใช้มาตรา 44 อีก ผมถือว่าเป็นการใช้รัฐธรรมนูญที่ละโมบ อยากมีอำนาจต่อไป ถ้าหากการใช้มาตรา 44 มีการใช้เท่าที่จำเป็น ใช้เพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองด้วยวิธีปกติ ใช้น้อยอย่าใช้มากเกินไป คงไม่มีใครว่าอะไร ไม่ใช่ออกคำสั่งแค่คิดว่าผลเป็นอย่างนั้น หรืออย่างนี้ หรือใช้มาตรา 44 เพราะมีคนสั่ง มันไม่ใช่

เรื่องคำทำนายที่ 7 หลายคนสงสัยคืออะไร คำทำนายมีคนบอกว่า ผมพูดจาสับสน ทำคนเข้าใจผิด เลยบอกว่า ไม่เคยพูดจาสับสน ที่พูดเป็นไปตามหลักกฎหมาย หากลองมองย้อนตั้งแต่มาทำหน้าที่ กกต. ได้พูดเรื่องอะไรที่สำคัญ เตือนแล้วเป็นจริงหรือไม่ เคยพูด 6 เรื่อง เป็นจริง 5 เรื่อง อีก 1 เรื่องรอการพิสูจน์ โดยเรื่องที่เป็นจริง เช่น สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเดินหน้าเลือกตั้งใน 28 เขตอย่างเดียว เลยเตือนไป รัฐบาลไม่เชื่อ ผลที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การเลือกตั้งสูญเปล่า กกต.ฟ้องทั้ง กกต.และ กปปส. ตัวอย่างที่ 2 ได้พูดถึงการสรรหา กกต.จากสายศาล ดูท่าจะผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้มีการลงคะแนนแบบเปิดเผย ซึ่งไม่มีใครพูดอย่างผม แต่สุดท้ายก็เป็นปัญหาจริง ตัวอย่างที่ 3 เป็นคนแรกพูดว่า หาก สนช.ส่ง พ.ร.ป.ส.ส.หากส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โรดแมปเลือกตั้งจะเลื่อนไปอีก 2 เดือน ก่อนหน้าคนในรัฐบาลยืนยัน อย่างไรก็ไม่ขยับ ไม่พูด ไม่มีปัญหา แต่ภายหลังคนกลุ่มเดียวกันมาพูดทีหลัง โรดแมปจะเคลื่อน 2-3 เดือน แล้วอย่างนี้ ใครสับสน

ส่วนคำทำนายที่ 7 กำลังคิดว่า คำทำนายนี้เป็นเหตุสำคัญ ที่ต้องเอานายสมชัยออกจาก กกต. ขณะนี้มีสิ่งที่พูดไม่ตรงกันระหว่างผู้นำรัฐบาล กับนายสมชัยที่เคยเป็น กกต. ว่าใครเป็นคนกำหนดวันเลือกตั้ง นายกฯระบุว่า ผมพูดทำให้เกิดความสับสน โดย คสช.หรือ ครม.ไม่ใช่หรือที่กำหนดวัน แล้ว กกต.ไปเกี่ยวอะไรด้วย แล้วให้ผมออกโดยบอกว่า พูดผิดเรื่องนี้ ต้องบอกว่า นายกฯเข้าใจผิด รัฐธรรมนูญมาตรา 102, 103 ระบุชัดเจนถึงการแบ่งแยกอำนาจและอำนาจการกำหนดวันเลือกตั้ง เมื่อผมพูดไปแล้วมีใครออกมาปกป้องนายกฯบ้าง ที่ปรึกษากฎหมายทั้งหลายไปไหน ไม่ออกมาเถียงว่า รัฐบาลเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง

Advertisement

ส่วนประเด็นที่จะโยงต่อไป สิ่งที่น่าห่วงที่สุดในการเลือกตั้งครั้งหน้า คือ ประโยคที่บอกว่า มาตรา 268 ระบุ กฎหมายสำคัญ 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ ใน 150 วัน ไม่มีใครในประเทศไทย รู้ว่าเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ 150 วัน หมายความว่าอย่างไร 1.หย่อนบัตร ใน 150 วัน หรือ 2.หย่อนบัตรและประกาศผลให้แล้วเสร็จใน 150 วัน ถ้าเป็นแบบแรก กกต.ทำงานสบายๆ แบบที่สอง กกต.ต้องเอา 150 วัน ที่ได้มาทั้งจัดเลือกตั้ง ให้ใบเหลืองใบแดง และประกาศผล ถ้าเป็นแบบนี้ การเลือกตั้งจะเกิดใน 90 วัน อีก 60 วัน สำหรับให้ใบเหลือง ใบแดง ถ้าผมอยู่เป็น กกต.จะยืนยันประโยค วันเลือกตั้งต้องเกิดใน 90 วัน คนก็มาบอกสับสน คนก็บอกต่อ ทำไมเรื่องนี้ไม่ทำให้กระจ่าง ต้องขอเล่าให้ฟัง กกต.เพียรถามคนที่เกี่ยวข้อง ผมเองเคยถามนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในเรื่องนี้นายวิษณุยังบอก อาจารย์อย่าไปคิดอะไรมาก คือเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่รวมประกาศผล แต่เมื่อขอคำยืนยันเพื่อจะนำไปเป็นหลักฐานสำหรับ กกต.ก็บอก อย่าเอาไปเลยเป็นความเห็นส่วนตัว

นอกจากนี้ กกต.เคยส่งหนังสือไปถาม กรธ. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ลงนามตอบกลับมาเพียงว่า กรธ.มีอำนาจหน้าที่ร่างกฎหมาย ไม่มีอำนาจหน้าที่ตีความกฎหมาย กกต.ทำหนังสือไปถึงสำนักงานกฤษฎีกา ได้รับคำตอบเป็นประโยคน่ารักเช่นกันว่า เมื่อทราบข่าวจากสื่อ เมื่อจะมีการส่งไปถามศาลรัฐธรรมนูญ กฤษฎีกาเลยไม่ขอตอบคำถามดังกล่าว เมื่อถามศาลรัฐธรรมนูญ ศาลก็บอกว่า เรื่องนี้ยังไม่เป็นปัญหา ศาลไม่ตอบ กกต.เลยว้าเหว่ ไม่มีใครให้คำตอบได้ ดังนั้น คนคิด ตัดสินใจคือ กกต. เมื่อมีสิ่งที่ซ่อนอยู่อีก คำสั่ง คสช.มาตรา 53 หลัง พ.ร.ป.ส.ส.ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ ครม.เชิญ กกต. ประธาน สนช. กรธ. หัวหน้าพรรคการเมือง มาปรึกษาหารือว่ามีประกาศ คสช.ฉบับใดเป็นอุปสรรค เพื่อวางแผนการกำหนดเลือกตั้งแล้ว ส่งไปให้ คสช.ทราบ

คนที่จะลงนามประกาศเลือกตั้งวันใดคือ กกต. เราขอจินตนาการ การเลือกตั้งจะเกิดในกรอบแบบนั้น ใครชนะคงไม่มีผล ถ้าใครแพ้ คงไม่แพ้เปล่า ถ้ามีคนร้องศาลรัฐธรรมนูญว่า กกต.จัดการเลือกตั้งขัดกับรัฐธรรมนูญ กกต.ไปจินตนาการได้อย่างไร การเลือกตั้งคือการจัดเลือกตั้งอย่างเดียว ขอให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่ง กกต.ที่ลงนาม จะไปอ้างได้หรือว่าได้ประชุมกับ กรธ. พรรคการเมือง ที่เหลือจะช่วยรับไหม เขาอาจบอกที่ระบุไม่ได้บอกให้เชื่อ แต่คุณต้องตัดสินใจเอง กกต.จะ 4 คนหรือ 7 คน ก็หารไป รับผิดทางแพ่งและอาญาต่อไป ถ้าถึงวันนั้นแล้วต้องลงมติว่าจะเลือกตั้งใน 90 วัน หรือ 150 วัน ได้แจ้งต่อ กกต. 4 ท่านที่เหลือ โดยให้ความเห็นต้องเลือกตั้งใน 90 วัน แต่ถ้าใช้ 150 วัน ผมขอใช้สิทธิลาออก ถ้าถึงวันนั้นเกิดการเห็นต่าง สังคมคงประณามว่าไม่ฟังเสียงมติส่วนใหญ่ ไม่ช่วยจัดการเลือกตั้ง อยู่ตั้งนานมาลาออกทำไม ในเมื่อ คสช.มีคำสั่งให้ผมยุติปฏิบัติหน้าที่ จึงถือเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ขอกราบขอบพระคุณ

สิ่งที่จะทำนาย คือ ปมจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ที่ต้องจัดให้แล้วเสร็จใน 150 วัน จะเป็นปัญหาในอนาคต กกต.ที่จะจัดเลือกตั้ง อาจถูกกดดันสิ่งที่ คสช.ต้องการ คือใช้เวลา 150 วันอย่างเต็มที่ในการจัดการเลือกตั้ง และผลของการตัดสินใจ อาจก่อให้เกิดผลคือ อาจไม่มีอะไรเลยก็ได้ หรืออาจเกิดผล พอจัดการเลือกตั้งเสร็จ ฝ่ายที่แพ้ นำเรื่องไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญว่า กกต.จัดการเลือกตั้งขัดกับรัฐธรรมนูญ ทำให้การเลือกตั้งโมฆะและ กกต.ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา

ถ้าผมอยู่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ เพราะจะยืนยันประกาศเลือกตั้งใน 90 วัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยที่สุด สิ่งนี้อาจเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ไม่ให้ผมอยู่ แต่คงกลัวเกินไป หาก กกต.ไม่เห็นด้วย ผมก็ลาออกอยู่ดี แต่วันนี้ต้องขอบคุณที่ปลดผมออกไปก่อน ขอเสนอ กกต.ถ้ามีการประชุมร่วมกันทั้ง ครม. กกต. ประธาน สนช. กรธ. พรรคการเมือง ขอให้ กกต.ทำเอกสารลงนามสัตยาบันต่อกันทุกฝ่าย อย่าบอกเพียงว่าได้คุยกันแล้ว โดยให้ทำความเข้าใจให้ทุกคนเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้ง 150 วันนั้น รวมประกาศผลหรือไม่ เพราะจะทำให้ตัวหารเพิ่มมากขึ้น


 


พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

การใช้มาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าใจว่าปัจจุบันอาจจะมีมากกว่า 200 เรื่องแล้ว ซึ่งถือว่าเยอะมาก มีการใช้เกี่ยวกับการเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง คือ การขยายเวลา 90 วัน ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ทั้งที่จริงไม่ต้องใช้ก็ได้ ถ้า คสช.ให้พรรคการเมืองดำเนินการทำกิจกรรมทางการเมืองทันที ก็ไม่มีเหตุผลต้องใช้แก้ปัญหาตรงนี้ และการปลดนายสมชัยออกจากตำแหน่ง กกต.ด้วยเหตุผลที่ว่านายสมชัยสร้างความสับสนทางการมือง และตอนหลังก็มาบอกอีกทีว่ามีคนขอมาให้ปลด จึงดูแปลกๆ และก็สงสัยว่าการใช้มาตรา 44 มันมีเหตุผลอะไรกันแน่ การใช้อำนาจครั้งนี้ผมมองว่าเป็นการใช้อำนาจนำอารมณ์มากกว่าเหตุผลที่แท้จริง คสช.เป็นคนมีอำนาจรัฐ ต้องการเสียงแห่งความเงียบ ต้องการเสียงที่ต้องทำตามคำสั่ง โดยใช้อำนาจกลบฝังความเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองลงไป โดยเฉพาะเสียงที่มีตำแหน่งทางสังคมสูง อาจกระทบต่ออำนาจรัฐได้สูง คสช.จึงพยายามใช้อำนาจนี้เพื่อให้เรื่องเงียบลงไป

สะท้อนการแสดงอำนาจที่ขาดความยั้งคิด คือ ระบอบศาสตราธิปไตย คือ อำนาจอธิปไตยมาจากกำลังอาวุธ และมาตรา 44 เป็นสิ่งที่มาจากกำลังอาวุธ ปกติมาตราประเภทนี้เป็นระบบกลไกพิเศษ ที่มีข้อบกพร่องมากมายมหาศาล เพราะเป็นการใช้อำนาจด้วยแรงปรารถนาของผู้มีอำนาจเป็นหลัก จึงสร้างผลกระทบต่อระบบอำนาจในอนาคตคือ ระบอบประชาธิปไตย การใช้มาตรา 44 ปกติบางสถานการณ์สังคมไทยอาจยอมรับได้ในบางกรณี โดยเฉพาะความสงบเรียบร้อย และเรื่องที่มีผลกระทบจริงๆ แต่กลายเป็นว่าหลายครั้งที่เราเห็นการใช้มาตรา 44 เป็นการใช้ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ใช้แบบสะเปะสะปะ จึงทำให้ความขลังและความน่าเชื่อถือของมาตรา 44 ลดลง

การใช้อำนาจนี้จะเกิดผลสืบเนื่องหลายอย่าง คือ ทำให้องค์กรอิสระ กกต. รวมทั้งองค์กรอิสระอื่นๆ ต้องทำงานภายใต้บรรยากาศของความหวาดระแวง ไม่กล้าตัดสินใจในประเด็นที่สำคัญ หรือ ประเด็นที่อาจจะมีผลกระทบต่อผู้มีอำนาจ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว ดังนั้นองค์กรอิสระก็ไร้อิสระเพราะมีความหวาดระแวงในการใช้มาตรา 44 อยู่ จึงถือเป็นการล่มสลายของการตรวจสอบของระบบสังคมไทย องค์กรอิสระจะทำงานภายใต้ในสิ่งที่ผู้มีอำนาจรัฐต้องการ หมายความว่า ทำให้การทำหน้าที่ของการมีเหตุผลที่สุจริตเที่ยงธรรมลดลง สังคมจะตั้งคำถามกับองค์กรเหล่านี้มากขึ้น และอาจมีความเสื่อมศรัทธาต่อองค์กรตามมา นี่ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตยที่เราต้องการ เพราะไม่มีหลักประกันอะไรที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับระบอบประชาธิปไตยได้ อย่าลืมปัจจัยหลักที่ประเทศไทยมีการรัฐประหารก็เพราะความอ่อนแอขององค์กรอิสระ ที่ไม่สามารถตรวจสอบอำนาจรัฐที่ทุจริตได้ตามกลไก จึงกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ถ้ารัฐต้องการให้มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ต้องให้องค์กรเหล่านี้ทำงานอย่างอิสระ ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะมีการใช้อำนาจแบบนี้เพื่อที่แทรกแซงเรื่องอื่นๆ ในอนาคตอีก เพราะมีตัวอย่างเกิดขึ้นแล้ว มันก็ไม่ยากที่ คสช.จะทำต่อในอนาคต ถ้าเป็นแบบนี้อาจจะมีความเป็นไปได้ว่า จะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง เพราะถ้าใช้มาตรา 44 ปลด กกต.ได้ ก็ไม่มีอะไรที่มาตรา 44 ทำไม่ได้ นี่คือการก้าวล่วงอาณาอำนาจของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี ในระหว่างการเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็อาจจะหาเสียงแบบเกร็งๆ เพราะกลัวว่าทำอะไร พูดอะไร จะอะไรที่ไปกระทบต่อ คสช. พรรคการเมืองอาจเกรงว่าจะกระทบจนเกิดการยุบพรรคได้ ผู้มีอำนาจเขาสามารถทำได้ทั้งสิ้น นี่คือผลกระทบต่อการใช้อำนาจมาตรา 44 ที่ใช้อารมณ์นำเหตุผล ดังนั้น การใช้อำนาจมาตรา 44 ผู้ใช้อำนาจต้องพึงระวังมาก ว่าเรื่องอะไรก็ตามเมื่อใช้ไปแล้วจะกระทบต่อ กฎหมาย บรรทัดฐาน บรรยากาศประชาธิปไตย มากน้อยขนาดไหน ถ้าไม่เป็นก็ไม่ควรจะใช้อำนาจเหล่านี้เข้ามาแทรกแซงกระบวนการทางการเมือง