“มาร์ค” ห่วง คสช.จับคนเห็นต่างเข้าคอร์สยิ่งเพิ่มความตึงเครียด วอนรับฟังความเห็นที่หลากหลายปูทางสู่ปชต. จี้กำหนดให้ชัดหากร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ ปชช.จะได้อะไรแทน หวั่นกลุ่มโหวตโนทำประเด็นการเมืองรุนแรง ชี้ ปมนายกฯคนนอกทำพรรคขนาดเล็ก-กลาง มีอำนาจต่อรอง
เมื่อเวลา 11.50 น. วันที 30 มีนาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญว่า เรื่องสิทธิเสรีภาพเรื่องประชาธิปไตยถดถอยจากปี 2550 และพรรคมีความห่วงใยในบทเฉพาะกาล ทำให้เกิดความไม่แน่นอน โดยเฉพาะบทบาทหน้าที่ทาง ส.ว. ที่ตรงนี้เป็นจุดอ่อนที่ชัดเจนที่สำคัญต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะทำได้ค่อนข้างยาก ส่วนข้อดีนั้น เราสนับสนุนมาตรการเกี่ยวกับการปราบโกง และกลไกป้องกันบางเหตุการณ์ไม่ให้เกิดขึ้น เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือ เราต้องการให้ประเทศเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่มีความยั่งยืน ซึ่งเราต้องไปดูปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นตนจึงอยากให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความชัดเจนว่า ในกรณีที่ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คสช.จะทำอย่างไร มีกระบวนการอย่างไรที่จะเข้ามาแทน เพราะเจ้าของประเทศทุกคนมีสิทธิที่จะรู้ ไม่ใช่ไปตัดสินใจบนพื้นฐานของความไม่แน่นอน และยิ่งหากเป็นการตัดสินใจบนความไม่แน่นอน ตนเกรงว่าการตัดสินใจทั้งหมดจะเป็นเรื่องทางการเมืองมากกว่าเนื้อหาสาระ
เมื่อถามว่า มาตรา 271 ในบทเฉพาะกาลที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ในการพิจารณากฎหมายที่กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ตรงนี้เท่ากับว่าเปิดช่องทั้งรับหรือไม่รับในเรื่องนิรโทษกรรมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตรงนี้ใช่ และเราต้องแกะรหัสให้ครบถ้วน เพราะการเขียนด้วยเจตนาอย่างหนึ่ง แต่พอถึงเวลาจริงอาจจะไปอีกอย่าง ตนเคยยกตัวอย่าง ความคิดที่จะเอาข้าราชการฝ่ายความมั่นคงไปถ่วงดุลอำนาจ ผลที่เกิดขึ้นปีแรกอาจจะใช่ แต่ปีต่อๆ ไป รัฐบาลอาจจะไปแทรกแซงหน่วยงานความมั่นคง เพราะเขารู้ว่า คนเหล่านี้จะไปเป็น ส.ว.ด้วย ตรงนี้ก็เหมือนกัน ตนเข้าใจเจตนาของคนเขียนว่า กลัวว่าจะมีคนไปทำกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม นิรโทษกรรม อาจจะในความหมายที่ไม่อยากให้ทำ แต่ถ้าสถานการณ์พลิกผัน จะไปทำก็ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่ตนมองว่า ควรดูกันให้ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ส่วนการกำหนดท่าทีต่อประชามติ คาดว่าประมาณต้นเดือนเมษายนนี้ พรรคน่าจะกำหนดท่าทีได้
ส่วนประเด็นการเปิดช่องนายกฯคนนอก หรือให้ผู้นำเหล่าทัพเป็น ส.ว.สรรหา 6 ตำแหน่งนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตรงนี้เป็นความถดถอย เราอยากให้บ้านเมืองเดินไปอย่างสงบราบรื่น ถ้าเส้นทางไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วเกิดปัญหา ในวันข้างหน้าความขัดแย้งจะรุนแรงมาก ตนไม่สบายใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่แสดงท่าทีไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีการเอาเรื่องการเมืองเข้ามาผสม ซึ่งเราไม่ต้องการให้การทำประชามติเป็นเงื่อนไขสร้างความขัดแย้งทางการเมืองเพราะฉะนั้นต้องระมัดระวัง เป้าหมายของเรา คือ ทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้าได้ในแนวทางประชาธิปไตยที่ยั่งยืน แต่ถ้าในช่วงแรกจะไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ต้องมีคำตอบ ที่ชัดเจนว่าแล้วจะกลับไปสู่ประชาธิปไตยได้อย่างไร ส่วนเรื่องนายกฯคนนอกนั้น ตนไม่เข้าใจว่ามีเหตุอะไร ที่จะทำให้เลือกนายกฯคนนอก ประเด็นการเปิดช่องตรงนี้เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้มีการต่อรองของพรรคขนาดเล็ก และขนาดกลาง กรณีที่ไม่ใครได้เสียงข้างมาก ทั้งนี้ ประเด็นการตั้งคำถามพ่วงประชามตินั้น ตนมองว่า อย่าไปทำให้ยุ่งยาก เพราะแค่เรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญก็ยุ่งยากอยู่แล้ว
เมื่อถามถึง การกำหนดระยะเวลาการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จาก 1 ปี ให้เหลือเพียง 120 วัน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การปฏิรูปยังเป็นอีกปัญหา เพราะหลายอย่างควรอยู่ในกฎหมายลูก คือ กฎหมายปฏิรูป และกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ เพราะฉะนั้นต้องไปดูว่ามีผลกระทบและเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน
เมื่อถามว่า ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญออกมา ความเคลื่อนไหวของ คสช. โดยเฉพาะความเห็นต่างเหมือนจะถูกปิดกั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ก็เป็นปัญหาต่างหาก ตนอยากจะเตือนคนที่เกี่ยวข้องว่า ที่ทำประชามติทั้งหมด เป้าหมายก็คือเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ถ้าไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และไม่ให้คนที่มีความเห็นแตกต่างแสดงความเห็นได้ ประชามติก็จะไม่มีความหมาย ไม่สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญ จึงอยากให้ คสช.รับฟังปัญหาที่แตกต่าง แต่ถ้าใครแสดงความคิดเห็นเพื่อป่วนกระทบต่อความมั่นคง คสช.จะจัดการอย่างไรก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าใครแสดงความคิดเห็นแล้วไม่ถูกใจ ก็ต้องรับฟัง เพราะการไปเพิ่มความตึงเครียดขัดแย้งขึ้นมาตนไม่เห็นประโยชน์อะไร
“ที่ผ่านมาคนที่ถูกไปปรับทัศนคติ ปรับออกมาแล้วก็ไม่เห็นทัศนคติเปลี่ยนกัน เพราะฉะนั้นให้ไปเข้าคอร์สก็เท่านั้น จะถูกมองว่าเป็นการข่มขู่ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้น คสช.ต้องรับฟังความเห็นที่หลากหลายมากขึ้น ต้องพยายามทำให้สังคมทุกฝ่ายมีความเข้าใจคุ้นเคย กับการที่มีความเห็นที่หลากหลาย แตกต่าง ว่าจะจัดการบริหารกันอย่างไร ท่านเองก็ต้องยอมรับว่าเป็นวิธีพิเศษ แต่วันข้างหน้าไม่มีใครที่จะมีวิธีพิเศษอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืน” นายอภิสิทธิ์กล่าว

