เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 มีนาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และหัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เพื่อรับฟังการขี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญต่อที่ประชุม ว่า
“ส่วนบทเฉพาะกาล กรธ.ได้เพิ่มเติมตามคำร้องของคสช. ครม. โดยเฉพาะเรื่องอำนาจ ส.ว.สรรหา 250 คน ที่ไม่ได้ก้าวล่วงการจัดตั้งรัฐบาล และเลือกนายกรัฐมนตรี ขณะที่การปรับเปลี่ยนวาระการทำงานของสปท. ให้เหลือ 120 วัน นับจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ จากเดิมที่กำหนดไว้ 1 ปีนั้น เนื่องจาก เมื่อกรธ.ได้รับสาระสำคัญของการปฏิรูปแล้ว พบว่ามีการศึกษาไปไกลจนถึงขั้นที่ต้องลงมือทำแล้ว ดังนั้นกรธ.จึงกำหนดให้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีการทำประชามติ ก็ให้สปท.ทำงานไปพลางๆก่อน แต่เมื่อมีการได้องคาพยพและตัวบุคคลที่จะมาลงมือทำการปฏิรูปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา 259 แล้ว สปท.ก็ต้องหมดไป ผมต้องขอโทษที่ไม่ได้บอกให้ท่านสมาชิกสปท.ทราบก่อน เพราะช่วงท้ายฉุกละหุกมาก ในฐานะที่เป็นแม่น้ำร่วมกัน ก็ถือว่าผิดพลาดที่ไม่ได้เรียนให้ทราบ” นายมีชัย กล่าว

ในช่วงท้ายการประชุม นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท.คนที่หนึ่ง ได้กล่าวตัดพ้อ ที่กรธ.บางคนพูดว่า สปท.ทำงานล่าช้า ซ้ำซ้อน จนถูกลดวาระการทำงานลง เหตุใดกรธ.ไม่ยอมมาพูดคุยเรื่องนี้กับสปท. ทั้งที่อยู่ในรั้วเดียวกัน และที่ผ่านมาสปท.ก็มีผลงานมาก ทำให้นายมีชัย กล่าวชี้แจงว่า กรธ.รับฟังเสียงบ่นของนายอลงกรณ์ ถือเป็นข้อผิดพลาดที่ไม่ได้บอกเล่าเก้าสิบ แต่เรื่องการปฏิรูปจะต้องลงมือทำและมีกฎหมายรองรับ ส่วนข่าวที่มีกรธ.บางคนให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่อาจสร้างความเสียหายต่อสปท.นั้น ตนไม่ทราบ เพราะกรธ.คนดังกล่าวไม่อยู่ในห้องประชุมขณะนี้ แต่ยืนยันว่า ที่ผ่านมากรธ.ไม่เคยมีใครพูด หรือทัศนคติต่อว่าสปท. เพราะทุกอย่างเป็นไปตามเนื้อผ้า เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มีการออกกฎหมายทุกอย่างก็ต้องจบ เรื่องนี้อาจมีการเข้าใจคลาดเคลื่อน ดังนั้นหากกรธ.คนดังกล่าวพูดเช่นนั้นจริง ในฐานะที่ตนเป็นกรธ.ก็ต้องขอโทษที่ทำให้สะเทือนใจ

