ม.44-ดาบคมบาดคสช.
บิ๊กตู่ ทิ้งช่วง ใช้อำนาจ ม.44 ในแง่ระยะเวลาและจำนวนคำสั่งที่ออกมา ถือได้ว่าลดใช้พร่ำเพรื่อ สากกะเบือยันเรือรบ ชัดเจนระดับหนึ่ง
แต่หากนับเอาแก่นของเรื่องเป็นที่ตั้ง
คำสั่งฟ้าผ่าขับองค์กรอิสระ สมชัย ศรีสุทธิยากร พ้นตำแหน่ง และการคิดใช้ ม.44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล รวมถึงขยายเวลาชำระค่าใบอนุญาต คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ให้กับ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่
การขยายขอบเขตรุกล้ำแตะองค์กรอิสระ และคิดนำมาอุ้มภาคธุรกิจเอกชน
ถ้าไม่พร่ำเพรื่อ ศัพท์วัยรุ่นอาจเรียกว่าเยอะ
พฤติการณ์เกินพอดี
ในระยะเริ่มแรกของรัฐบาล คสช.นั้น มีการใช้ ม.44 เป็นเครื่องมือบริหารจัดการ บุคลากรภาครัฐ แก้สารพันปัญหาที่กฎหมายปกติไม่อาจทำได้ หรือล่าช้าไม่ทันการณ์ ฯลฯ
จำกัดวงกว้างในวงหนึ่ง
กระนั้นก็ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตองค์กรอิสระ ยกเว้นกรณีเป็นคุณ
แต่ครั้งนี้ถึงขั้นสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ทันที
ส่งผลกระทบกระเทือนต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อองค์กรอิสระ และหลักประกันการทำหน้าที่อย่างอิสระอย่างมาก
คล้ายกับว่าหากไม่พอใจก็ปลดได้
ต้องปฏิบัติตัวอยู่ในแถวให้พอใจเท่านั้น
อีกทั้งเหตุผลในคำสั่งก็ฟังไม่ขึ้น ที่จริงการอยู่การไปกรรมการองค์กรอิสระ กฎหมายเขียนไว้ชัด ตาย ลาออก สิ้นสุดวาระ ขาดคุณสมบัติ ฯลฯ
นอกเหนือจากนี้ทำไม่ได้ แต่ก็มีการใช้อำนาจพิเศษจัดการตามคำขอของฝ่ายกฎหมาย
คำสั่งนี้จึงบ่อนเซาะทำลายต่อทั้งตัวผู้ออกคำสั่ง และ กกต.
กกต.องค์กรจัดเลือกตั้งที่ต้องดำรงความเป็นอิสระ ไม่มีหน้าที่ต้องทำให้ใครพึงพอใจ แต่ต้องบริหารจัดการ คุมการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม สะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา
การใช้ ม.44 เชือดสมชัย จึงมีค่าที่ต้องจ่ายสูงมาก เป็นเสียงวิพากษ์ ไม่เห็นด้วย
มองเป็นด้านถดถอย อับจนของ คสช.
นอกเหนือจากใช้ในทางการเมือง ยังมีแนวคิดทะลุกรอบเดิมอีกมิติ
นั่นคือ ขยายพื้นที่ใช้ นำมาช่วยเหลือภาคธุรกิจเอกชน
อย่างไรก็ตาม ความที่ไม่เคยมีคำสั่งในลักษณะอย่างนี้มาก่อน คสช.ได้ชะลอการตัดสินใจ เนื่องจากถูกทักท้วง อาจเป็นการดูแลฟูมฟักที่เกินเลยจากขอบเขตความรับผิดชอบของรัฐที่ควรต้องมีในระดับหนึ่งเท่านั้น จากการที่ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไข อันจะเป็นการเอื้ออำนวยให้การประกอบการธุรกิจราบรื่นไปได้ด้วยดี
การลงทุนมีความเสี่ยง นักธุรกิจ ใครต่อใครต่างก็รู้ดี
ฉะนั้นเมื่อทำมาค้าขายไม่ได้ตามเป้าหมาย รัฐไม่มีหน้าที่โดดช่วย แบกรับภาระแทน
ทั้งนี้การที่ คสช.กลับมาตั้งหลักใหม่ ถือเป็นเรื่องดี ที่รับฟังเสียงทักท้วง นำกลับมา
ทบทวนให้รอบคอบทุกด้านก่อนตัดสินใจ
เพื่อจะได้มีคำตอบ อธิบายได้ เมื่อตัดสินใจ ทางใดทางหนึ่ง
เพราะการอุ้มธุรกิจเอกชนโดยใช้อำนาจพิเศษนั้น มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และรัฐเสียประโยชน์
อีกทั้งการเสียสละผลประโยชน์นั้น ก็มิได้สละเพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนคนยากจน
ผู้สมควรได้รับการดูแลพิเศษแต่อย่างใด
หากแต่เป็นการอุ้มกลุ่มธุรกิจเอกชน
ที่จำนวนหนึ่งเป็นกลุ่มทุนใกล้ชิดแนบแน่นรัฐบาล
การช่วยเหลือจำเพาะเจาะจง ไม่ใช่เป็นการใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจทั่วไปอย่างที่พึงจะเป็น ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี
มีผลได้-ผลเสีย ต่อรัฐบาลและส่วนรวมอย่างไร
คสช.แถลงแนวปฏิบัติเมื่อเดือนมกราฯที่ผ่านมา ทบทวนการขอใช้ และการใช้อำนาจตาม
ม.44 โดยให้ยึดหลัก 4 ประการ คือ 1.ต้องเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ 2.เกี่ยวกับการ
รักษาความมั่นคง 3.การรักษาความปลอดภัยให้กับสังคม และ 4.ใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ
4 ข้อนี้เมื่อเทียบกับ 2 กรณีที่ใช้ไปแล้ว และมีแนวคิดจะใช้
อธิบายได้ ฟังขึ้นไหมว่า เข้าเงื่อนไข 4 ประการนี้หรือไม่
นำใช้อย่างระมัดระวัง เฉพาะที่สำคัญ จำเป็นจริงๆ เท่านั้น จริงหรือไม่

