จากกรณีโซเชียลมีเดียเผยแพร่คลิปวีดิโอทหาร 3 นาย สะพัดในโลกออนไลน์ ระบุว่าเป็นเหตุการณ์มีกลุ่มชายแต่งกายคล้ายทหาร พกปืน บุกเข้าไปเจรจากับเจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่ง คาดว่าอยู่ในจังหวัดภูเก็ต จนเกิดการถกเถียงกันอย่างดุเดือด
โดย เจ้าหน้าที่ทหาร ชุดเฉพาะกิจ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาค4 นำโดย พ.ท.สุรศักดิ์ พึ่งแย้ม รอง ผบ.ร.25 พัน.2 ชี้แจงว่าการเดินทางไปดังกล่าว เป็นไปตามกระบวนการซักถามข้อเท็จจริง โดยอ้าง คำสั่งคสช.ที่13/2559 และ ม.44 เหตุเกิดเมื่อวันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561 หลังมีพนักงานโรงแรมรายหนึ่งร้องเรียนมายังบก.ควบคุม พล.ร.5 ว่าได้ขาดงานช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ และถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรมจึงไปร้องศูนย์ดำรงธรรม และศูนย์ดำรงธรรม ได้แจ้งว่าในระเบียบของโรงแรม ต้องให้กรรมการ อย่างน้อย 2 คนลงชื่อ จึงไล่จะออกได้ ดังนั้นจึงสามารถทำงานต่อได้ แต่เมื่อ พนักงานคนดังกล่าว เข้าไปทำงาน ได้แต่ถูกผู้บริหารโรงแรม ข่มขู่ใช้อิทธิพล และใช้ตำรวจบีบให้ออกจากงาน กระทั่งล่าสุด พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาค4 สั่งการให้นายทหารพระธรรมนูญฟ้องร้อง ผู้บริหารโรงแรมดังกล่าว และบุคคลที่เผยแพร่คลิปดังกล่าว พร้อมข้อความกล่าวหาว่าทหารเข้าไปเพื่อรีดไถเงิน
ทั้งนี้ จากรายละเอียดของคำสั่งหัวหน้าคสช.13/2559 ให้อำนาจทหารในการตรวจสอบบุคคลที่เข้าข่ายลักษณะผู้มีอิทธิพล
มีรายละเอียดสำคัญเรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น มีสาระสำคัญที่น่าสนใจคือ 1.ทหารยศร้อยตรีทุกเหล่าทัพเป็นเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม 2.ทหารชั้นประทวนเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน 3.จับกุมผู้กระทำผิดหรือสงสัยว่ากระทำผิด
4.ออกคำสั่งให้บุคคลมารายงานตัว ให้ถ้อยคำ ส่งเอกสาร 5.จับกุมความผิดซึ่งหน้า ควบคุมตัวจับส่งพนักงานสอบสวน 6.ช่วยเหลือสนับสนุนเข้าร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนและเป็นพนักงานสอบสวนตาม ป.วิอาญา
7.ค้นที่รโหฐานได้ไม่ต้องมีหมายค้นและไม่จำกัดเวลา 8.เรียกบุคคลมาให้ข้อมูล มาให้ถ้อยคำ และควบคุมตัวบุคคลได้ 7 วัน สถานที่ควบคุมจะต้องไม่ใช่ที่สถานีตำรวจเรือนจำทัณฑสถาน (สงสัยที่ค่ายทหาร)
9.เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตาม ป.วิอาญาด้วย 10.ไม่อยู่ในข้อบังคับของกฎหมายปกครอง(บุคคลใดฟ้องศาลปกครองไม่ได้) 11.ได้รับการคุ้มครองตามพรก.การบริหารราชการในสถานการฉุกเฉิน2548


