เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยนางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ นำคณะเข้าพบนายกฯติดเข็มกลัดดอกลำดวนสัญลักษณ์วันผู้สูงอายุ เพื่อประชาสัมพันธ์งาน”วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ประจำปี 2561 ตามที่ ครม.มีมติอนุมัติและประกาศให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปี
จากนั้นนายกรอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำนายกฯเยี่ยมชมการเปิดสายตรงไทยนิยม “สายตรงลุงตู่” ซึ่งเปิดใช้เป็นวันแรกผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และแอพพลิเคชั่น ที่ประกอบด้วยแอพพลิเคชั่น police I lert U แจ้งเบาะแสเหตุด่วนเหตุร้าย 191 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สายตรงศูนย์ดำรงธรรม 1567 ของกระทรวงมหาดไทย และศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ สายด่วน 1299 ของ คสช. โดยนายกฯมาถึงบูธของ สตช.ได้กล่าวชื่นชมว่า ขอให้ทำให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ขณะที่เจ้าหน้าที่รายงานว่า ขณะนี้เปิดให้บริการแล้วใน 36 จังหวัด และหลังเทศกาลสงกรานต์จะเปิดให้ครบทั่วประเทศทั้ง 77 วัน ทั้งนี้ ได้มีการส่งไปในพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดยนายกฯกล่าวว่า ต้องมีการรวบรวมผลการปฏิบัติด้วย ทำให้เกิดเป็นรูปธรรมเท่าไหร่ ต้องสั่งให้หน่วยปฏิบัติรับทราบด้วยว่าต้องทำอย่างไร

จากนั้นนายกฯมาที่บูธศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ สายด่วน 1299 ของ คสช.ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.ถึงวันที่ 26 มี.ค. มีร้องเรียนเข้ามาแล้ว 3,447 เรื่อง โดยร้องว่าภาครัฐให้ข้อมูลไม่เพียงพอ 875 เรื่อง และความประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ 622 ส่งเรื่องให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) ตรวจสอบ 465 เรื่อง ตรวจสอบพบทุจริต 151 เรื่อง สอบแล้วไม่มีมูล 70 เรื่อง มีมูล 87 เรื่อง โดยมีทั้งดำเนินการทางวินัย อาญา และแพ่ง และอยู่ระหว่างการสอบสวน ส่วนความเดือดร้อนของประชาชนส่งให้ สปน.ดำเนินการ และส่งให้กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ดูด้วย ขณะที่นายกฯกล่าวว่า พวกที่มีมูลความผิดต้องดำเนินการติดตาม รัฐบาลได้ออกมาตรการเข้มงวดไป ต้องทำให้จริงจัง เพราะปัญหาซับซ้อนมีมานาน
ทั้งนี้ เมื่อนายกฯเดินมาถึงบูธศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) นายกฯได้เฟซบุ๊กไลฟ์สดรับเรื่องร้องเรียนด้วยตัวเองจากชาวบ้าน จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นหนี้นอกระบบจากการกู้ยืมคนรู้จัก จำนวน 8 หมื่นบาท และถูกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยนายกฯได้สอบถามว่าไปกู้จากใคร ซึ่งเรื่องนี้มีกฎหมายอยู่แล้ว จะเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินไม่ได้ อีกทั้งยังมีคณะกรรมการอยู่ จะให้ลงไปประสานงานไกล่เกลี่ย และหากจะกู้เงินอีกให้ไปกู้ในระบบที่มีดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 36 เปอร์เซ็นต์ต่อปี อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อยู่ในวิสัยที่จะแก้ได้ ขณะนี้รับเรื่องไว้แล้ว และสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการทันที
จากนั้นนายกฯเยี่ยมชมบูธช่องทางสื่อสารรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ของรัฐบาล พร้อมกล่าวว่า เรื่องที่ร้องเรียนเข้ามาหากเป็นเรื่องการทุจริตจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทุจริตรัฐบาลนี้เข้ามาก็ตรวจสอบมีการลงโทษ เพราะที่ผ่านมาเรื่องเหล่านี้มีการร้องเรียนแล้วไม่ค่อยได้รับความสนใจ รวมถึงเรื่องความเดือดร้อนทั้งหมดที่เราสามารถแก้ไขได้ทันที เพราะแก้ในระดับพื้นที่ไม่ต้องรอข้างบนสั่งการ วันหน้าอยากให้เติมศูนย์ไทยนิยมกับในส่วนของตำรวจ 191 ที่มีการรับเรื่องร้องเรียนเหมือนกัน ถ้าต่อไปสามารถเชื่อมโยงกันได้ก็ดี ทำงานบูรณาการร่วมกันทั้งหมด และที่มีการร้องเรียนเข้ามาให้สรุปให้ได้ว่าร้องมามีกิจกรรมอะไรบ้าง กลุ่มไหน มีการติดตามอย่างไร ไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน
พร้อมกันนี้นายกฯได้สอบถามเจ้าหน้าที่ว่า “สายตรงไทยนิยมวันนี้มีร้องเรียนอะไรเข้ามาแล้วบ้าง มีเรื่องประชาธิปไตย เรื่องเลือกตั้งมาหรือยัง อธิบายเขาได้เหรอ แต่เป็นธรรมดา ปกติ เปิดอะไรมาใหม่ๆ จะเริ่มโจมตี เล่นงานนายกฯก่อน ต้องอดทนหน่อยนะ ตนพยายามทำเต็มที่ ช่องทางทั้งหมดก็อยากให้สื่อทำความเข้าใจด้วยว่าเราเปิดช่องทางเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนที่เดือดร้อน ไม่ใช่เปิดให้มาบิดเบือนว่าให้ร้ายกัน มันเสียเวลาเจ้าหน้าที่ อันนั้นไปทางอื่นไป ทางนี้เป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ทุกช่องทาง ไม่อย่างนั้นมันอลหม่านไปหมด”
ทั้งนี้ นายกฯกล่าวกับประชาชนผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า สำหรับสายตรงไทยนิยมที่รัฐบาลเปิดขึ้นวันนี้ชื่อย่อง่ายๆ คือ สายตรงลุงตู่ ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไม่ถึงนายกฯ เพราะนายกฯจะตอบคำถามพูดคุยกับคณะทำงานที่สรุปขึ้นมา บางอันก็ตอบได้ทันที บางอันก็ต้องหาข้อมูล แต่รับว่าเราจะทำให้ดีที่สุดในทุกช่องทางที่มีเยอะแยะไปหมด นี่คือความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลในการแก้ปัญหา ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องการทุจริตอย่างเดียว ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ หากตรวจสอบกับศูนย์ดำรงธรรม 3.2 ล้านเรื่อง แก้ไป 98 เปอร์เซ็นต์ และเรื่องการทุจริตเมื่อมีข้อมูลมาต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน มีการสอบสวนมา ดำเนินการตามขั้นตอน หากผิดวินัยก็มีทั้งไล่ออก ปลดออก หรือย้าย ตนก็บอก 3 ปีไม่ให้ย้ายใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีมูลก็ไม่ถึงการปลดออก
นายกฯกล่าวว่า ขณะนี้ก็มีหลายกระทรวงด้วยกันที่ต้องเอาออกก่อน อยากจะเตือนข้าราชการผู้น้อยด้วยว่าต้องระวังในการทำงานรักษากฎระเบียบให้ดี ทักท้วงผู้บังคับบัญชาว่าอันไหนทำได้ อันไหนถูกผิด หากทำตามสิ่งที่ไม่ถูกจะเดือดร้อนไปทั้งหมด ตนห่วงผู้น้อยด้วย ไม่ใช่ไม่รักท่าน แต่กลายเป็นพอพันกัน เมื่อสอบสวนก็เดือดร้อนไปทั้งหมด และในส่วนของบางคนเอาออกแล้วมีคดีอาญา คดีแพ่ง ก็ต้องฟ้องกันต่อ รัฐบาลนี้เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ก็ขอให้ติดตาม อย่าไปหลงเชื่อคำบิดเบือนว่ามีมากในรัฐบาลนี้ เพราะทุกอย่างตรวจสอบแล้วยาวนานมาตลอด มาตรวจพบในรัฐบาลนี้เพราะเอาจริงเอาจัง และอยากให้ย้อนกลับไปดูคนพูดว่าช่วงที่ผ่านมาเขาได้ทำอะไรจริงจังแค่ไหน ลองเปรียบเทียบดูแล้วกัน สายตรงไทยนิยมขอให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

