หน้าแรก การเมือง ภราดร แนะเพื่...

ภราดร แนะเพื่อไทย แสวงจุดร่วมวาดะห์ ดึงเสียงคน3จังหวัดใต้สู้ ชี้ เสียงไม่รับรธน.สูงมาก

5.04.18 | 18:45 น.

พล.ท.ภราดร อดีตหน.ทีมดับไฟใต้ แนะ พท.แสวงจุดร่วมวาดาห์ ดึงเสียงคน 3 จังหวัดสู้ ชี้ผลประชามติสะท้อนชัดไม่เอานายกฯคนนอก

วันนี้ (5 เม.ย.) พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพในสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวถึงการแยกตัวของอดีตส.ส.กลุ่มวาดะห์ออกจากพรรคเพื่อไทยไปตั้งพรรคประชามติว่า ต้องยอมรับว่า กลุ่มวาดะห์ ส.ส.เขตไม่ค่อยแข็งแรง แต่จุดที่ทุกคนสนใจ อยู่คะแนน 1 ล้านกว่าเสียงที่พี่น้องมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แสดงออกด้วยการไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะหากใครชิงเสียงเหล่านี้ได้เท่ากับจะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปั่นส่วนผสมถึง 10 กว่าคน ดังนั้น ถ้าในพื้นที่แข็งแรงด้วยก็อาจจะได้ส.ส.เขตเพิ่ม ซึ่งหากได้ถึง 20 เสียงขึ้นในสภาฯจะมีผลมาก เพราะสามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่างๆได้ เหตุนี่เองทำให้โมเดลแบบพรรคประชาชาติจึงเกิดขึ้น เพราะจุดแข็งของคน 3 จังหวัดที่ไม่รับรัฐธรรมนูญทำให้เห็นว่า เขาไม่ปฏิเสธประชาธิปไตย และต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในเชิงนโยบายด้วย ดังนั้น พรรคใหญ่ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยต้องแสวงจุดร่วมกับเสียงเหล่านี้ให้ได้ ความเข้มข้นของสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทำให้เขาไม่เอาเผด็จการ การไม่รับรัฐธรรมนูญแสดงให้เห็นว่า เขาต้องการนายกฯคนในแน่นอน แม้ว่าวันนี้ดูเหมือนว่า รัฐธรรมนูญจะเอื้อต่อฝ่ายที่ออกแบบ โดยเฉพาะ ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน แต่ขณะเดียวกันหากซีกประชาธิปไตยได้เกินครึ่ง ความชอบธรรมจะมีมาก

“หากฝ่าย ส.ว.250 กับพรรคเล็กพรรคน้อยจะร่วมชิงนายกฯคนนอกที่อาจเกิดขึ้นจะตรงเจตนารมณ์ของประชาชนหรือไม่ ถ้าหากทำได้จะบริหารได้อย่างไร ยังเป็นคำถาม แต่ผมคิดว่า ไปไม่รอดในสภาฯแน่ เจอญัตติ เจอกระทู้ เจองบประมาณฯไม่เกิน 6 เดือนเจ๊งแน่นอน ดังนั้น ความชอบธรรมจะสำคัญที่สุด รัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือนจะแก้ยาก แต่ถ้าเลือกตั้งแล้วฝ่ายประชาธิปไตยชนะอย่างท่วมท้น และแสดงเจตนารมณ์ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งว่า จะมีการปรุงแต่งรัฐธรรมนูญกันใหม่ สุดท้ายทุกคนก็ฝืนยาก เพราะความชอบธรรมมีสูง คนจะยิ่งเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยิ่งทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง วันนี้เห็นชัดๆแล้ว ตั้งแต่การคัดเลือกกกต. ดังนั้น เมื่อรัฐบาลประชาธิปไตยได้อำนาจรัฐแล้ว ก็อย่าบริหารประเทศให้เป็นจุดอ่อนอีก และจะต้องสื่อสารอย่างหนักให้คนศรัทธากับระบอบประชาธิปไตย และต้องรู้ให้เท่าทันเผด็จการควบคู่กันไปด้วย” อดีตเลขาธิการสมช. กล่าว