อาการกล้าๆกลัวๆของคสช.ต่อความพยายามชักเข้า ชักออกในกรณีโรดแมป”เลือกตั้ง”กำลังก่อความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้นในทางการเมือง
ถามว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องมี”อารมณ์”เมื่อได้ยินบางถ้อยคำจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ทั้งๆที่เป็นเรื่องของ”พรรคประชาธิปัตย์”แท้ๆ
หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับคำว่านายกรัฐมนตรี”คนนอก”
ก็ไม่น่าจะเดือดร้อน ก็ไม่น่าจะหงุดหงิด
ถามว่าทำไม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต้องออกมาชี้แจงยาวเหยียดในเรื่องการจัดตั้งพรรคทั้งๆที่แทบไม่มีความจำเป็นเลย
ทั้งหมดนี้ก็เนื่องแต่ความกล้าๆกลัวๆของ”คสช.”
บรรดา”กองเชียร์”อาจมองว่าจังหวะก้าวของคสช.ในการยื้อ ถ่วงและหน่วงโรดแมป”การเลือกตั้ง”
เป็น”กลยุทธ์” อันยอดเยี่ยมในทางการเมือง
เพราะหากนับแต่สถานการณ์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นาย บวรศักดิ์ อุวรรโณ เมื่อเดือนกันยายน 2558 เป็นต้นมา ก็ต้องยอมรับว่าสามารถบรรลุเป้าหมาย
“อยากอยู่ยาว” ได้ในทางเป็นจริง
กระนั้น คำถามที่ตามคสช.มาอย่างติดๆก็คือ จะ”อยากอยู่ ยาว”ไปทำไมในเมื่อที่เมื่อใดเข้าสู่สถานการณ์”เลือกตั้ง”ในทางเป็นจริงก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับอีกฝ่าย
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็น “พรรคเพื่อไทย” ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็น”พรรคประชาธิปัตย์”
จึงเท่ากับแสดงว่า แม้จะ”อยู่ยาว”ก็ไม่ได้สร้าง”ผลงาน”
เพราะหากมี “ผลงาน” เพราะหากมี”มวลมหาประชาชน”ให้การสนับสนุนอย่างแท้จริงจะกลัวอะไรกับ “การเลือกตั้ง”
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคสช.ในห้วงนับแต่เดือนมกราคม 2561 ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน
พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ล้วนอ่านออก ปรุโปร่ง
เพราะเด่นชัดจากบทบาทของ 1 กรธ. บทบาทของ 1 สนช.สะท้อนความหวาดกลัวต่อ “การเลือกตั้ง” อย่างเด่นชัด จึงต้องยื้อ ถ่วงและหน่วงออกไปเรื่อยๆ
ความกล้าๆกลัวๆจึงกลายเป็น”ปัญหา”ตามมา

