ครบรอบ 1 ปีรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ แต่คำถามสำคัญที่ว่า จะมีเลือกตั้งเมื่อไหร่ยังเป็นความคลุมเครือ
เหตุที่ยังคลุมเครือก็เพราะ เงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 268 ตามบทเฉพาะกาลยังไม่บรรลุผล
โดยเฉพาะ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “กฎหมายลูก” ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับสุดท้าย
นั่นคือ ร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.กับ ร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ หลัง อ.มีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยุให้คสช.สงสัยว่า เนื้อหาที่ผ่าน “กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย” และที่ประชุมใหญ่สนช.รับรองนั้น มีตรงไหนขัดแย้ง หรือที่ไม่ตรงกันเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญบ้าง
นี่เองทำให้โรดแมปเลือกตั้งที่ “นายกฯตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศไว้ล่าสุดในช่วงเดือนกุมภาฯ 2562 หลังจากสนช.ลงมติยืดการบังคับใช้ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ออกไปอีก 90 วันต้องอยู่บนความคลุมเครือไม่แน่นอน เพราะกว่าร่าง พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับจะกลับมาอยู่ที่มือ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนก่อนการบังคับใช้คงต้องใช้เวลาอีกซักระยะหนึ่ง
จึงไม่แปลกที่ รัฐบาลคสช.จึงต้องเผชิญอยู่กับ “วิกฤตคำมั่นสัญญา” ซ้ำซากอยู่ ณ เวลานี้
แต่ในระหว่างความคลุมเครือเรื่องโรดแมปกลับปรากฎความเคลื่อนไหวใหญ่ที่เกี่ยวเนื่องกัน
โดยเฉพาะกับคำพูดของ อ.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจที่ออกมาประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้นั่งนายกฯต่อในสมัยหน้า ท่ามกลางกระแสข่าว “พรรคทหาร” ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่า อ.สมคิด ยังไม่ได้บอกวิธีการตรงๆ แต่ก็ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่ไปสอดรับกับข่าวอันเป็นเค้าลางที่ค่อยๆถูกเผยออกมาในช่วงหลายเดือนมานี้
ไม่ว่า การใช้ม.44 ออกคำสั่งที่ 53/2560 ที่ฝ่ายการเมืองต่างมองกันว่า เป็นการ “ซ่อนรูป” เพื่อหวังเซตซีโร่สมาชิกพรรคการเมืองเก่า ไม่ว่า การนำชื่อ “ประชารัฐ” อันเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลคสช. มาตั้งเป็นพรรคการเมือง รวมไปถึงข่าวการพบปะระหว่าง บิ๊กๆคสช. กับบรรดามุ้งทางการเมืองกลุ่มต่างๆที่ปรากฎอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาสูตร หรือมี “ดีลลับ” กันในทางการเมือง เป็นต้น
เสมือนเป็น “การสมคบคิด” ที่ถูกฝ่ายการเมืองตั้งแง่ไว้เป็น “ทฤษฎี” ที่รอเวลาให้เป็นตัวพิสูจน์
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ภายหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ลงหลักปักฐานได้บังคับใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ อาจจะทำให้ผู้คนต่างพากันคิดว่า “เปรมโมเดล” น่าจะเป็นหนทางสืบทอดอำนาจที่คสช.เลือกใช้
มาตามเส้นทาง “คนนอก” โดยใช้เสียงส.ว.250 คนที่คสช.แต่งตั้งรอไว้เป็นตัวช่วย
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปกว่าขวบปีสถานการณ์กลับแปรเปลี่ยน จากที่เคยมั่นใจใน “เปรมโมเดล” กลับไม่มั่นใจ จากที่เคยประกาศว่า จะคืนอำนาจให้ประชาชนด้วยการเปิดให้มีการเลือกตั้ง จึงยังไม่อาจเกิดขึ้นได้ เลื่อนแล้วเลื่อนอีกกินเวลาล่วงเลยยาวนานเกือบ 4 ปีแล้ว
นี่เองจึงทำให้ อ.สุรชาติ บำรุงสุข จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า พรรคทหารยังคงเป็นหลักประกันสำคัญที่มีความจำเป็น แม้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีเสียงส.ว.250 คนเป็นพรรคทหารพรรคแรกเกิดขึ้นแล้วก็ตาม
โดยอาจจะมีการสร้างพรรคทหารขึ้นมาใน 2 รูปแบบ
ด้านหนึ่ง อาจดึงนักการเมืองบางส่วนที่ตัดสินใจจะเข้าไปอยู่กับพรรคทหาร กับอีกด้านหนึ่งคือความพยายามที่จะสร้างพรรคทหารจริงๆ แบบที่เคยเห็นในอดีต เหมือนกับความพยายามของ จอมพลถนอม กิตติขจร ในการตั้ง “พรรคสหประชาไทย” ขึ้นเป็นพรรคทหารอีกครั้งหนึ่ง
ที่ผ่านมา อาจจะรู้สึกว่า การเมืองยุคหลังคสช.จะเหมือนการเมืองไทยยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ไปสู่ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือการเมืองยุคหลังรัฐธรรมนูญปี 2521 ที่ไม่ได้มีพรรคทหารเต็มตัว แต่อาศัยกลไกรัฐธรรมนูญบางส่วนในการเกื้อหนุน
แต่ด้วยหมากทางการเมืองที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ ทำให้ อ.สุรชาติ สงสัยว่า การเมืองยุคหลังคสช.จะเป็นเหมือนกับการเมืองที่มีพรรคทหาร โดยที่ผู้นำคสช.จะโดดเข้ามาเป็นผู้นำพรรคเพื่อส่งสัญญาณถึงความเป็นพรรคทหารที่ชัดเจนอย่างที่จอมพลถนอมเคยทำในอดีตก็เป็นได้
ถือเป็นเส้นทางสืบทอดอำนาจที่พาการเมืองไทยย้อนอดีตถอยหลังกลับไปในยุค 2511 ไกลกว่ายุคคสช.ถึงกว่า 50 ปีเลยทีเดียว
————
อ่านต่อ : “สมคิด”ชัดเจน พร้อมหนุน “บิ๊กตู่”เป็นผู้นำประเทศต่อ ชี้เป็นคนดี อุบตอบเรื่องตั้งพรรค
อ่านต่อ : ‘สุรชาติ บำรุงสุข’ ฉายภาพ 41 ปี การเมืองไทย #มติชนสู่ปีที่41

