คล้ายกับว่าการดำรงอยู่ของ “มาตรา 44” กับ ประกาศและคำสั่งอันออกมานับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จะทำให้
“คสช.”ชิงความได้เปรียบ
เห็นได้จากการเคลื่อนไหวในลักษณะ “ด้านเดียว”
ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อน “ประชารัฐ” ไม่ว่าจะเป็นการขับ
เคลื่อน “ไทยนิยม”
พร้อมกับ”งบประมาณ” จำนวนมหาศาล
ขณะที่ยังไม่ยอม “ปลดล็อก”ให้กับพรรคการเมือง ไม่ว่าพรรคเก่า ไม่ว่าพรรคใหม่
เป็นการก้าวล่วงและนำหน้าไปแล้วหลายช่วงตัว
สำแดงลักษณะ “รุก” ในทางการเมือง สะท้อนความได้เปรียบและอยู่เหนือพรรคและกลุ่มการเมืองอื่นอย่างสิ้นเชิง
กระนั้น ลักษณะ “รุก”ในทางการเมืองโดย “คสช.”เช่นนี้ก็ใช่ว่าจะกอบโกย “รายรับ”อย่างเป็นฝ่ายกระทำ
หากปรากฏ”รายจ่าย”ขึ้นตลอด 2 รายทาง
ท่าทีของพรรคการเมืองที่เคยเงียบหงอย ง่อก่องอขิง ไม่มีปากมีเสียงก็เริ่มแปรเปลี่ยน
สัมผัสได้จากท่าที นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
สัมผัสได้จากท่าที นายชวน หลีกภัย ที่ตอบโต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากตรงไปตรงมาว่าด้วยการดำรงอยู่ของ “ทหารเลว”
สัมผัสได้จาก “แถลงการณ์” พรรคเพื่อไทย
ไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารตลอด 3 ปีที่ผ่านมา หากแต่ยังเปิดโปงกระบวนการเอารัดเอาเปรียบของ คสช.ในลักษณะด้านเดียวออกมาอย่างเด่นชัด
ยิ่งคสช.ยืดเวลา”ปลดล็อก”พรรคการเมืองออกไปช้าเพียงใด ประเด็นนี้ก็จะกลายเป็นทวนสวนกลับมายัง”คสช.”
ทันทีที่ปี่กลอง”เลือกตั้ง”เริ่มขึ้น
ท่าทีของพรรคเพื่อไทย ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ มีความเด่นชัด ยิ่งว่าพร้อมต้านนายกรัฐมนตรี “คนนอก”
ท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้ย่อมมีฐานความเป็นมา
ด้านหนึ่ง มาจากการสรุปรวบยอดผลงาน”คสช.” ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง ย่อมส่งแรงสะเทือน
สะเทือนต่อ”คสช.”ในฐานะ “เป้า”การเมือง

