‘อนาคตใหม่’ จี้ คสช.ขอจัดประชุมตั้งพรรค-เลิก 3 คำสั่ง ย้ำไม่เอานายกฯคนนอก (ชมคลิป)

เมื่อเวลา 08.15 น.วันที่ 9 เมษายน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ขอจดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ เข้ายื่นหนังสือขออนุญาตคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดประชุมเพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองผ่าน กกต. และทวงถามความคืบหน้าในการตอบรับการยื่นจดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากใกล้ครบเวลา 30 วัน ในวันที่ 15 เมษายนนี้ แต่พรรคยังไม่ได้รับหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง (แบบ พ.ก.7/2) จาก กกต. และเกรงว่าจะติดช่วงวันหยุดสงกรานต์ ยิ่งทำให้ทุกอย่างล่าช้าออกไป เพราะขณะนี้ทราบว่า คสช.ได้มีการอนุญาตให้ 13 พรรคการเมืองที่ขอจัดตั้งใหม่ ดำเนินการจัดประชุมได้

นายปิยบุตรกล่าวว่า พรรคได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องไปยัง คสช. 3 ข้อ คือ 1.อยากให้ คสช.ยกเลิกข้อ 4 และข้อ 8 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 และอนุญาตให้พรรคอนาคตใหม่จัดประชุมในวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 ตามที่ร้องขอ โดยหวังว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติ

“เพราะตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดว่าภายใน 6 เดือน หลังจดจัดตั้งพรรค ต้องจดทะเบียนพรรคให้เสร็จสมบูรณ์ หมายความว่า ขณะนี้เหลือเวลาแค่ 5 เดือน ที่ต้องหาสมาชิกพรรคให้ครบ 500 คน ระดมทุนประเดิมจากสมาชิกให้ได้ 1 ล้านบาท จัดเตรียมนโยบายข้อบังคับพรรค รวมถึงการเลือกผู้บริหารพรรค ดังนั้น คสช.จึงต้องรีบอนุมัติให้พรรคได้ประชุมโดยเร็ว เพราะตามกฎหมายไม่มีกรอบเวลากำหนดว่า คสช.จะต้องอนุญาตเมื่อใด ยิ่งช้ายิ่งเกิดความเสียหายกับพรรค และหากต้องการทำตามที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดว่าต้องการสนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมืองก็ต้องยิ่งให้มีการประชุมพรรคโดยเร็ว” นายปิยบุตรกล่าว


นอกจากนี้ นายปิยบุตรกล่าวต่อไปว่า 2.ให้ คสช.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 57/2557 ที่ห้ามพรรคเคลื่อนไหวทางการเมือง เนื่องจากเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการของพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่ เพราะหากการเลือกตั้งเป็นไปตามโรดแมปก็จะเกิดการเลือกตั้งช้าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เหลือเวลาอีกเพียง 10 เดือนถือว่าสั้นมากกับการทำพรรค เพราะทุกพรรคถูกจำกัดเสรีภาพนานถึง 4 ปี เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม สะท้อนเจตจำนงของประชาชนและพรรคการเมือง สามารถรณรงค์ได้ตามมาตรฐานในรัฐเสรีประชาธิปไตยก็ต้องปลดล็อกคำสั่งทั้งหลายที่เป็นอุปสรรคทั้งหมด 3.คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน และให้ยกเลิกการดำเนินคดีทางกฎหมายกับประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งในทันที

“ผมคิดว่าไม่มีความขัดแย้งอะไรในทางการเมือง เพราะ คสช.ก็ยังมีอำนาจบริหารอยู่ ถ้าเปิดเสรีภาพให้พรรคการเมืองรณรงค์มีการแลกเปลี่ยนพูดจากัน จะสร้างบรรยากาศที่ดีทั้งในประเทศและต่างประเทศเห็นถึงเส้นทางไปสู่โรดแมปว่าจะเกิดขึ้นจริง การยกเลิกคำสั่งที่เป็นอุปสรรค และยุติการดำเนินการคดีจะเป็นการสร้างบรรยากาศในการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง และเป็นการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลทหาร สู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ หากไม่ทำเช่นนี้ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น โดยยังมีการจำกัดเสรีภาพของพรรคการเมืองและประชาชนก็จะไม่ใช่การเลือกตั้งที่ได้มาตรฐานของรัฐเสรีประชาธิปไตยแต่เป็นเพียงพิธีกรรมที่ใช้ประกอบเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการสืบทอดอำนาจเท่านั้น และหวังว่าคสช.ในฐานะผู้มีอำนาจจะไม่มีการเลือกปฏิบัติระหว่างพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี กับพรรคที่ไม่ได้ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ซึ่งพรรคยังคงยืนยันจะไม่สนับสนุนคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี”

นายปิยบุตรกล่าวด้วยว่า ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไร ไม่มีเหตุผลที่จะมาจำกัดเสรีภาพของประชาชน พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่กำลังจัดตั้งพรรค การที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งว่าจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาแม้จะทำให้การเลือกตั้งอาจล่าช้าออกไปจากปัญหาทางเทคนิคก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะมาจำกัดเสรีภาพ เพราะเราไม่เห็นเสรีภาพมา 4 ปีแล้ว จึงถึงเวลาที่ต้องกลับมาพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ตรงไปตรงมา ซี่งเชื่อว่า คสช.คงเข้าใจประเด็นนี้ และหาทางจัดการเรื่องต่างๆ จึงอยากบอกว่าไม่ต้องกังวลใจว่า จะเกิดความขัดแย้ง เพราะระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ช่วยขจัดความขัดแย้งทางความคิดได้อย่างสันติที่สุด ด้วยการที่เปิดให้ทุกฝ่ายได้แสดงออก ซึ่งยังเชื่อว่าจะมีการเลือกตั้ง เพราะถ้าไม่เชื่อว่าประเทศนี้จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยได้คงไม่มีการยื่นจัดตั้งพรรค และยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะไปร่วมกับ คสช.ในเดือนมิถุนายนนี้หรือไม่ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไมได้เป็นพรรคแบบสมบูรณ์ และยังไม่ได้รับเชิญ

ด้านนายธนาธรกล่าวว่า หลังยื่นขอจัดตั้งพรรคก็มีผู้สนับสนุนขอให้ไปรับฟังปัญหา จึงมีการลงพื้นที่เช่นที่ จ.ตรัง และพื้นที่ในภาคใต้ ก็ได้รับการตอบรับที่ดี แต่ก็มีปัญหาในเรื่องที่ไม่สามารถพูดกับประชาชนได้มากเกี่ยวกับเรื่องของนโยบาย และขณะนี้มีความต้องการแลกเปลี่ยนที่เป็นประชาธิปไตยไม่สามารถปิดกั้นได้แล้ว คสช.ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้ง การที่อ้างเรื่องนี้เป็นเพียงคำพูดที่สร้างความหวาดกลัว แต่น่าจะเข้าใจว่า การเมืองแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลแล้ว

“สิ่งที่เป็นปัญหาคือ เราไม่รู้ว่าเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน เวลาที่ คสช.บอกว่าอย่าล้ำเส้นในทางกฎหมาย ก็ไม่ได้เขียนชัดเจนว่าอะไรทำได้ไม่ได้ จึงไม่รู้จะวางตัวอย่างไร ที่จะเหมาะสม แต่เห็นว่า สิทธิเสรีภาพในการแสดงและชุมนุมของประชาชนเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ ดังนั้นจึงขอให้ปล่อยเราได้ทำกิจกรรมทางการเมือง ให้ดอกไม้ได้บาน ไม่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้ากว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เราพร้อมหมด ขอให้มีการเลือกตั้งก็แล้วกัน” นายธนาธรกล่าว และว่า หากหลังการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ พรรคก็พร้อมเป็นฝ่ายค้านอย่างแน่นอน เพราะยืนหยัดอย่างชัดเจนว่าประชาชนควรได้รับสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ดังนั้นขอพูดให้ชัดเจนไว้ว่า หากพรรคได้รับการอนุมัติให้ก่อตั้งเป็นพรรคการเมือง จะไม่สนับสนุนนายกฯคนนอก และไม่ร่วมรัฐบาลกับรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจากระบอบ คสช.

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon