หากติดตามการเคลื่อนไหวไม่ว่าจะของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่ว่าจะของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ก็จะมองเห็นภาพในทางการเมืองแจ่มชัดขึ้นเป็นลำดับ
เป็นภาพที่ว่าในที่สุดแล้วจะต้องมี “พรรคการเมือง”ขึ้นมาเป็นฐานรองรับกับการสืบทอด “อำนาจ”
ไม่ใช่อำนาจ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ โดยตรง
ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่อำนาจ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ โดยตรง
หากเป็นอำนาจของ “คสช.”
ภายในการปฏิเสธของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ภายในการปฏิเสธของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ก็มีการยอมรับ
ยอมรับในการก่อรูปขึ้นของ “พรรคการเมือง”
จุด”ร่วม”อย่างหนึ่งทั้งของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ คือ ยอมรับการเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ไม่ว่า ณ ปัจจุบัน ไม่ว่าในอนาคต
”การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายในสถานการณ์ที่ประเทศ ไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องการความสงบ เสถียรภาพและต้อง การเวลาในการสานต่อเพื่อปฏิรูปประเทศ”
คำตอบ”ร่วม”ก็คือ ต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น
ขณะเดียวกัน แม้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะยืนยันว่า “(ผม)ไม่เคยพูดเรื่องการตั้งพรรค” แต่ก็ยอมรับไปด้วยว่า “ถ้าจะมีการตั้งพรรคอาจเป็นลูกน้องของผม”
โดย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ก็ไม่ปฏิเสธว่า “ที่ผ่านมาได้คุยกับนักกากรเมืองโดยตลอดตั้งแต่มาเป็นรัฐมนตรี”
คำถามอยู่ที่สถานะของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
มีสถานะเป็น “ลูกน้อง” ของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งเป็น “รองนายกรัฐมนตรี”หรือไม่
หากเป็นก็แจ่มชัดว่า “ไผเป็นไผ”
เพียง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เผยออกมาแค่นี้ เพียง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ยอมรับออกมาระดับนี้
แทบไม่จำเป็นต้องรอคำตอบจาก “นาย”
เพราะทุกอย่างล้วนดำเนินไปภายใต้กระสวน “พี่ไม่ต้องน้องๆทำให้เอง”ครบถ้วน กระบวนความ

