หน้าแรก การเมือง สวนดุสิตโพล เ...

สวนดุสิตโพล เผยประชาชน 44.47 เปอร์เซ็นต์ หนุนปลดล็อกพรรคแบบไร้เงื่อนไข จับตาดึง ‘สกลธี’ นั่งรองผู้ว่าฯ กทม.ใกล้ชิด ‘เทพเทือก’

22.04.18 | 12:13 น.

เมื่อวันที่ 22 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,088 คน ระหว่างวันที่ 18-21 เมษายน ในหัวข้อ “ความเคลื่อนไหวทางการเมือง ในทรรศนะประชาชน” จากความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยเฉพาะประเด็นการแต่งตั้งนักการเมืองเข้ามาทำงานกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมืองอย่างร้อนแรง โดยเมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับ “กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมืองอย่างร้อนแรง” ในขณะนี้ พบว่า อันดับ 1 50.42 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า เป็นสิทธิของทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ รองลงมา 33.89 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลหลากหลายแง่มุม ขณะที่ 29.69 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า น่าเบื่อ เป็นเกมการเมือง ทะเลาะ โจมตีกันไปมา และอีก 18.21 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า อยากให้มีการเลือกตั้ง ปลดล็อกพรรคการเมือง

เมื่อถามถึงกรณีแต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม เป็นที่ปรึกษานายกฯ ประชาชน 40.20 เปอร์เซ็นต์ มองว่า รัฐบาลต้องการดึงพรรคการเมืองเข้ามาร่วมทำงาน สร้างแนวร่วม และอีก 33.01 เปอร์เซ็นต์ มองว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมือง ขยายอำนาจ รวมถึงการแต่งตั้งนายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชาชน 40.78 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า ไม่อยากให้มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง และอีก 30.14 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ต้องการสร้างฐานเสียง นอกจากนี้ ในการแต่งตั้งนายสกลธี ภัททิยกุล เป็นรองผู้ว่าราชการ กทม. ประชาชนส่วนใหญ่ 35.85 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า เป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง เพราะมีความใกล้ชิดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ

สำหรับทิศทางการเมืองไทยกับการเลือกตั้งครั้งหน้านั้น พบว่า ประชาชน 39.33 เปอร์เซ็นต์ มองว่า มีพรรคการเมืองหลากหลาย มีการแข่งขันกันมากขึ้น รองลงมา 28.87 เปอร์เซ็นต์ มองว่า อาจเกิดความเคลื่อนไหว ขัดแย้ง วุ่นวาย และอีก 21.34 เปอร์เซ็นต์ มองว่า อยากให้มีนักการเมืองที่เป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่คนกลุ่มเดิมๆ สุดท้ายเมื่อถามว่าสถานการณ์ในขณะนี้สมควรให้อิสระกับพรรคการเมือง (ปลดล็อก) แล้วหรือยัง? พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 44.47 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า ควรปลดล็อกโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะเป็นประชาธิปไตย เกิดความเท่าเทียม พรรคการเมืองมีอิสระ ทำกิจกรรมได้ ช่วยให้สถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้น รองลงมา 36.45 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า ควรปลดล็อกแต่มีเงื่อนไข มีกฎเกณฑ์ร่วมกัน ไม่สร้างความขัดแย้ง วุ่นวาย กำหนดขอบเขต บทลงโทษที่ชัดเจน ขณะที่ 19.08 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่า ไม่ควรปลดล็อก เพราะอาจเกิดการเคลื่อนไหว ชุมนุม ประท้วง บ้านเมืองไม่สงบ วุ่นวาย รัฐบาลอาจควบคุมดูแลยาก