“นายกฯ” กล่าวถ้อยแถลงที่ทำเนียบขาว ย้ำ ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญในการดูแลความมั่นคงทางนิวเคลียร์อย่างบูรณาการ ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดี
เมื่อวันที่ 1 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ครั้งที่ 4 ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริการะหว่างวันที่ 29 มี.ค. – 3 เมษายนว่า เมื่อเวลา 18.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) วานนี้(31 มี.ค.) นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ “มุมมองความมั่นคงทางนิวเคลียร์” ระหว่างร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ที่ทำเนียบขาว ซึ่งนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นเจ้าภาพจัดเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำและผู้แทนจาก 52 ประเทศ 4 องค์การระหว่างประเทศ ที่ร่วมประชุม ระดับผู้นำว่าด้วยความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ครั้งที่ 4
โดยโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ระเบิดที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม เมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมย้ำว่า ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญกับการดูแลความมั่นคงทางนิวเคลียร์อย่างบูรณาการ ทั้งในการป้องกัน ตรวจหา และรับมือกับเหตุการณ์ด้านนิวเคลียร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดี นำไปใช้ในทางไม่ชอบ โดยจะต้องเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานและบุคลากร เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด โดยไทยให้ความสำคัญอย่างมาก ต่อการส่งเสริมความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ซึ่งจะต้องทำไปพร้อมกันในระดับประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ และทำควบคู่กับงานด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ด้วย เพื่อให้โลกมีสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในระดับประเทศ ไทยเน้นการรักษาความมั่นคงทางนิวเคลียร์ในสถานประกอบการทางนิวเคลียร์และรังสีทุกประเภท ของทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึง สถานที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร นอกจากนี้ จะต้องดูแลความปลอดภัยของวัสดุเหล่านี้ในระหว่างการขนส่งและการนำเข้า-ส่งออก ซึ่งทุกประเทศต้องร่วมมือและดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังและแข็งขัน โดยในระดับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีความเสรีในการเดินทาง และขนส่งสินค้าที่สะดวกขึ้น หน่วยงานไทยได้ปรับตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยปรับปรุงระบบ อุปกรณ์ และฝึกอบรมบุคลากร ที่จะช่วยลดโอกาสและความเสี่ยงที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะแฝงตัวเข้ามา หรือลักลอบนำเข้า-ส่งออกวัสดุผิดกฎหมาย และสามารถช่วยสกัดกั้นป้องปรามการก่อเหตุร้ายได้
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามความร่วมมือระหว่างประเทศจะช่วยให้การดำเนินงานระดับประเทศและภูมิภาคมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการแบ่งปันข้อมูลและข่าวกรองที่ถูกต้อง เชื่อถือได้และทันการณ์ เพื่อดำเนินการเชิงป้องกัน การพัฒนาบุคลากรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว เพราะอุบัติเหตุหรือการจงใจก่อเหตุที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ จะส่งผลกระทบในวงกว้าง และไม่เลือกปฏิบัติ

