คสช.แจงยิบหลักสูตรปรับทัศนคติ ชื่อคอร์ส ‘ฝึกอบรมผู้นำสร้างชาติอย่างสร้างสรรค์’

“คสช.” อธิบายคอร์สหลักสูตร “การฝึกอบรมผู้นำการสร้างชาติอย่างสร้างสรรค์” แจงชัด “วัตถุประสงค์-คุณสมบัติ” ระบุระยะเวลาอบรม 7 วัน 168 ชม. เผยค่ายทหารทั่ว ปท.เหมาะสมรองรับ วอนนักการเมืองช่วยเข้าใจ พร้อมให้ “รบ.-คสช.” บริหารประเทศ

เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการดำเนินการจัดหลักสูตรอบรมนักการเมืองของ คสช. ว่า ชื่อ “หลักสูตรการฝึกอบรมผู้นำการสร้างชาติอย่างสร้างสรรค์ สำหรับผู้นำ หรือแกนนำประชาชนทั่วไป” โดยวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ 1.เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจสถานการณ์ตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 กระทั่งปัจจุบัน 2.เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจและรับรู้กติกาสังคมปัจจุบัน ที่เน้นสร้างความปรองดองสมานฉันท์ 3.สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และไว้ใจต่อการปฏิบัติงานของรัฐบาล และ คสช. และ 4.ขอความร่วมมือไม่ให้ผู้เข้ารับอบรมขัดขวาง และขอความร่วมมือให้ช่วยสนับสนุนงานของรัฐบาล และ คสช. สำหรับหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ที่เหมาะสมเข้าอบรม ทาง คสช.ได้กำหนดไว้ว่า ผู้นำหรือแกนนำประชาชนที่กระทำผิดกฎหมาย ทำผิดกติกาสังคม และฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติ จนทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลและ คสช.เกิดความเสียหาย รวมไปถึงมีพฤติกรรมที่มีแนวโน้มสร้างความขัดแย้งระหว่างคนในสังคม ตลอดมีพฤติกรรมแปลกแยกไปจากสังคม ส่วนระยะเวลาของหลักสูตรนี้จะใช้เวลาทั้งสิ้น 7 วัน จำนวน 168 ชม. โดย คสช.ใช้อำนาจตามกฎหมายเท่าที่เราทำได้และไม่มีอะไรเกินเลยแต่อย่างใด

พ.อ.ปิยพงศ์กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการที่จะเชิญผู้ถูกอบรมในหลักสูตรดังกล่าวนั้น ขอชี้แจงว่าขั้นตอนการปฏิบัติเราจะเชิญตัวและดำเนินการอย่างเปิดเผยด้วยการให้เกียรติ พร้อมทั้งแจ้งพฤติกรรมให้คนที่ถูกเชิญได้รับว่าท่านมีคุณสมบัติที่ควรเข้ารับการอบรม อีกทั้งต้องแจ้งให้ญาติของผู้ถูกอบรมทราบว่าจะไปสถานที่ใด รวมทั้งสามารถเข้าไปเยี่ยมได้ ทั้งนี้ขอย้ำว่าเราจะอำนวยความสะดวกให้คนที่เข้ารับการอบรมเป็นอย่างดี หากจบหลักสูตรอบรม 7 วันแล้วเราจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับบ้านอีกด้วย

เมื่อถามว่าหากมีผู้ที่เข้าข่ายในหลักสูตรดังกล่าวแต่ไม่ยินยอมไปอบรม ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างใด พ.อ.ปิยพงศ์กล่าวว่า คสช.มีอำนาจในการเชิญตัว มีอำนาจที่จะตักเตือน เพราะเรามีอำนาจอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่าจากวัตถุประสงค์ของหลักสูตร หากผู้เข้ารับการอบรมไม่เข้าใจและยังคงกระทำการที่ขัดคำสั่ง คสช. จะดำเนินอย่างไรอีก ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า เราจะมีการประเมินว่าผู้ที่เข้ารับการอบรมมีผลการปฏิบัติอย่างไร ฉะนั้นคงเป็นอนาคตที่ผู้เข้ารับการอบรมจะมีท่าที พฤติกรรมเป็นอย่างไร เพื่อนำไปประเมินผลอีกที

เมื่อถามต่อว่า สำหรับรายชื่อผู้ที่จะเข้ารับการอบรมนั้น พ.อ.ปิยพงศ์กล่าวว่า อาจจะเป็นคนเดิมๆ ที่ คสช.ติดตามพฤติกรรมมาโดยตลอด อีกทั้งเชิญมาพูดคุยหลายครั้งแล้ว แต่ช่วงหลังๆ พบว่ามีท่าทีและทัศนคติของท่านเหล่านั้นดีขึ้น ทั้งนี้ย้ำว่าเรายังคงติดตามและเฝ้าดูอยู่เสมอ ส่วนจะเป็นใครบ้างที่มีทัศนคติดีขึ้นนั้น คิดว่าน่าจะเป็น 2 ท่านที่ คสช.เชิญมาพูดคุย ซึ่งท่านก็ดีขึ้น เพราะไม่ได้สร้างความสับสนเพิ่มเติม และยังให้ความร่วมมือ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.ออกมาระบุว่าจะส่งผู้เข้าอบรมไปค่ายทหารพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ (จชต.) พ.อ.ปิยพงศ์กล่าวว่า สำหรับสถานที่เป็นค่ายทหารที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมาะสม ซึ่งค่ายทหารก็มีอยู่ทั่วประเทศ การที่ท่าน ผบ.ทบ.พูดนั้นท่านหมายถึงค่ายทหารทุกพื้นที่สามารถรองรับหลักสูตรนี้ได้ ไม่ว่าจังหวัดใดก็ตาม ส่วนที่ระบุว่า จ.ยะลาและปัตตานีนั้น คิดว่าท่านคงยกตัวอย่างชื่อจังหวัดเท่านั้น

“ผมขอร้องว่าในฐานะที่เราเป็นคนไทยด้วยกัน และในฐานะที่พวกท่านเป็นอดีตนักการเมืองและเคยบริหารประเทศมา คิดว่าแต่ละท่านคงมีวุฒิภาวะพอที่เข้าใจต่อกระบวนการของกฎหมายอยู่แล้ว หากท่านรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และรู้สึกว่า คสช.ละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งใช้อำนาจเกินขอบเขตนั้น ผมขออธิบายเลยว่า คสช.ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้นเลย เพียงแต่เราต้องการรักษาสถานการณ์ประเทศให้เกิดความสงบ พร้อมทั้งขอความร่วมมือของคนที่มีความคิดเห็นที่แตกแยก ให้ช่วยสงบสติอารมณ์ ควรอยู่ในความสงบ และปล่อยให้รัฐบาลและ คสช.บริหารประเทศ และดูแลประชาชนก่อน” พ.อ.ปิยพงศ์กล่าว และว่า เพื่อวางอนาคตให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าเป็นสากล นี่คือเจตนารมณ์สำคัญอย่างยิ่งของรัฐบาล และ คสช.

 

บทความก่อนหน้านี้เด้ง5เสือดอนเมือง นั่งศปก.น.2 เซ่นทหารจู่โจมบ่อนย่านสรงประภา รวบ61นักพนัน
บทความถัดไปป.ป.ส. จัดบวชสามเณรฤดูร้อน 800 รูป เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ