กรมคุ้มครองสิทธิฯ โต้รายงานสิทธิมนุษยน ก.ต่างประเทศมะกัน ชี้ ไทยมีพัฒนาการเชิงบวก

24.04.18 | 15:03 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจง กรณีรายงานการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศต่าง ๆ ประจำปี 2560 (The 2017 Country Reports on Human Rights Practices) ซึ่งออกโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ตามที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่รายงานฯ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2561 โดยระบุว่าทางการไทยละเมิดสิทธิมนุษยชนและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน นั้น กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ขอชี้แจงว่า รายงานดังกล่าวยังขาดความสมดุลของข้อมูล ซึ่งรัฐบาลมีความตระหนักและมีนโยบายขับเคลื่อนงานสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จาก

1. การประกาศ “วาระแห่งชาติ: สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อน Thailand 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”แสดงถึงเจตนารมณ์ทางการเมืองของรัฐบาล ที่ต้องการยกระดับสิทธิมนุษยชนให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของทุกภาคส่วนในการส่งเสริม คุ้มครองสิทธิมนุษยชนนำไปสู่สังคมสันติสุข

2. รัฐบาลเห็นชอบในหลักการพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …. เพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญที่ได้มีการลงนามรับรองแล้ว และในระหว่างนี้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์กรณีถูกกระทำทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญ เพื่อทำหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์ ตรวจสอบข้อเท็จจริง ตลอดจนให้ความช่วยเหลือเยียวยา คุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากการทรมาน และถูกบังคับให้หายสาบสูญ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่มีการกระทำการละเมิดก็จะมีการลงโทษทางวินัยหรือทางกฎหมายต่อไป ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และจัดทำคู่มือแนวทางสำหรับเจ้าหน้าที่ในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด รวมทั้งภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ก็มีส่วนช่วยตรวจสอบและเสนอความเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริม ป้องกัน และคุ้มครองประชาชนตามร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว

3. การส่งเสริมสิทธิของผู้ต้องขังในประเทศไทย ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560
ซึ่งมีสาระสำคัญในการปฏิรูประบบราชทัณฑ์ของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อบัญญัติระหว่างประเทศเกี่ยวกับผู้ต้องขังในด้านต่างๆ เช่น ข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok Rules) และข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) เพื่อส่งเสริม คุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และมีการดำเนินงานพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถดำเนินงานสอดคล้องกับกฎหมายที่วางไว้

4.รัฐบาลมีนโยบายในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทั้งการประกาศ พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ศ.2558 รวมถึงการคุ้มครองเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย
และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 และที่แก้เพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างเสมอภาค และเท่าเทียมกัน ตลอดจนยังอำนวยความสะดวกและเปิดช่องทางการรับเรื่องราวร้องทุกข์และการแสดงออกของทุกฝ่ายผ่านทางศูนย์ต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง

Advertisement

5. รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจมีการเคารพสิทธิมนุษยชน ตามกรอบหลักการสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGPs) ทั้งการเคารพ คุ้มครอง และเยียายา โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และเคารพในสิทธิมนุษยชน ล่าสุดคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนกับบรรษัทข้ามชาติและองค์กรธุรกิจอื่นๆ ของสหประชาชาติ ได้เดินทางมาเยือนไทย

ได้แสดงความยินดีกับความมุ่งมั่นกับรัฐบาลไทยที่ต้องการเป็นผู้นำในภูมิภาคในเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และเปิดกว้างให้คณะได้เข้ามาพูดคุยข้อท้าทายต่าง ในเรื่องสิทธิมนุษยชน รวมทั้งจัดเวทีหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคีเป็นที่น่ายินดีจากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของเลขาธิการองค์กรความร่วมมืออิสลามกลาง (Organization of Islamic Cooperation – OIC) ได้กล่าวชื่นชมและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความก้าวหน้าในเชิงบวก ในการแก้ไขปัญหาในภาคใต้ของรัฐบาล

ซึ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเพียงพัฒนาการดำเนินงานสิทธิมนุษยชน ของประเทศไทยเพียงแค่บางส่วนที่สำคัญเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่ประจักษ์ชัดเชิงบวก ที่มิได้ถูกนำมาพิจารณาในรายงานฉบับดังกล่าวให้เกิดความสมดุลกับมุมมองทางด้านลบที่ประเทศต้องเร่งพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น แต่อย่างใด