‘ดำรงค์ พิเดช’หน.ทวงคืนผืนป่า กางแผนสู้เลือกตั้ง(คลิป)

25.04.18 | 12:00 น.

หมายเหตุ – นายดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย (ทป.) ให้สัมภาษณ์มติชน ถึงแนวทางและทิศทางทางการเมืองภายหลังคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เปิดให้พรรคการเมืองเก่ายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคได้ ตามกรอบเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา


•ความคืบหน้าพรรค ทป.ในการรับยืนยันรายชื่อสมาชิกพรรค ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

พรรค ทป.ก็ดำเนินการรับยืนยันสมาชิกตามกรอบเวลา 30 วัน ที่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 กำหนด แต่ยอมรับว่าพรรคเก่าคงได้สมาชิกพรรคไม่ครบแน่ ตามกรอบของเวลาและเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ ส่วนการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคนั้น เมื่อเปิดประชุมพรรคได้ คณะกรรมการบริหารพรรคจะมาคุยกันว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งใดๆ ในพรรคหรือไม่
ผมเชื่อว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะเกิดขึ้นครั้งต่อไป จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ จากเดิมประชาชนจะเลือกที่ตัวบุคคล ในสัดส่วน 70 ต่อ 30% คือเลือกคน 70% เลือกพรรค 30% จะเปลี่ยนมาเป็นเลือกพรรค 70% เลือกคน 30% เพราะคนจะยึดติดกับพรรคมากยิ่งขึ้น
ถึงอดีต ส.ส.คนนั้นๆ จะมีชื่อเสียงก็ตาม หากมีการย้ายพรรค โอกาสสอบตกจะสูงขึ้น อาจจะได้คะแนนในฐานะอดีต ส.ส.บ้าง แต่ก็เสี่ยงกับการสอบตก อีกทั้งต้องอย่าลืมว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีกว่า 2-3 ล้านคน คนรุ่นใหม่เขาก็มีความคิดทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย วันนี้กระแสสื่อโซเชียลมีเดียนั้นรวดเร็วมาก ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็มีข้อมูลข้อเท็จจริงออกมาหักล้างกันได้ทันทีทันใด ไม่ต้องรอช้าเหมือนกับการเมืองในอดีต ทำให้คนรุ่นใหม่เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการที่จะเลือกอนาคตทางการเมืองแบบไหน อีกทั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มใหญ่ก็มีเวลาคิดที่ยาวนานถึง 4 ปีต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นว่าจะเลือกอนาคตและทิศทางของประเทศอย่างไร

•ผลการเลือกตั้งคงไม่พ้นพรรคใหญ่ที่ครองเสียงข้างมาก
ผมเชื่อว่าพรรคใหญ่ยังคงได้เปรียบได้รับการเลือกตั้งเหมือนเดิม แต่พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก จำนวน ส.ส.อาจจะกระจายไปตามการย้ายพรรคบ้าง รวมทั้งพรรคใหม่ที่ยื่นจัดตั้งกันเกือบ 100 พรรคในเวลานี้ ต่างก็มีความหวังที่จะมาช่วงชิง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 ที่นั่ง อย่างพรรค ทป.หากได้คะแนนมารวมกันให้ได้ ส.ส.สัก 1 คน คงพอใจแล้ว
ที่หลายคนมองว่าระบบเลือกตั้งบัตรใบเดียวทำให้คะแนนไม่ตกน้ำ แต่ผมกลับมองว่าหลายพรรคยังคงต้องเจอกับสภาวะคะแนนตกน้ำ เพราะการที่แต่ละพรรคจะได้คะแนนมาคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคคุณจะต้องได้คะแนนรวมกันไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำในการคำนวณ ส.ส. ยกตัวอย่าง จะต้องได้ 7 หมื่นคะแนนต่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ถามว่าหากพรรคใดได้คะแนนรวมไม่ถึง 7 หมื่นคะแนนก็จะไม่ได้ ส.ส. ผมถามว่าอย่างนี้จะถือว่าคะแนนตกน้ำหรือไม่
นอกเสียจากจะเขียนกติกาใหม่ ให้เอาคะแนนของแต่ละพรรคที่ได้มารวมกันให้ถึงเกณฑ์การคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ แล้วจับกันว่าพรรคไหนจะได้เป็น ส.ส. ถ้าเป็นอย่างนี้คะแนนจะไม่ตกน้ำ

•พรรคเก่ายังคงได้เปรียบพรรคใหม่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
แน่นอนพรรคเก่าเขามีอดีต ส.ส.ประจำพื้นที่ เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนของเขามาหลายสมัย เป็นสิบๆ ปี ส่วนพรรคใหม่คงได้คะแนนแค่บางพื้นที่ที่คนรู้จัก คงได้คะแนนบ้างตามนโยบายที่ใช้หาเสียง ชาวบ้านที่เขายังไม่รู้จักและยังไม่เชื่อมั่น คงยังไม่กล้าเสี่ยงว่าพรรคใหม่จะมีโอกาสได้รับการเลือกตั้ง มี ส.ส.มาเป็นปากเป็นเสียงให้ชาวบ้านได้หรือไม่
พรรคการเมืองใหม่อาจจะได้คะแนนตามหัวเมืองที่คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แต่ระดับฐานรากคนยังคงคุ้นชินและเชื่อมั่น ส.ส.เก่ามากกว่า พรรคจึงสำคัญที่สุด ถ้าคนไม่รู้จักพรรคจะลำบากมาก

•ยุทธศาสตร์และนโยบายพรรค ทป.เตรียมความพร้อมอย่างไร
พรรค ทป.ยังคงยึดมั่นในจุดแข็งและความชำนาญของพรรคคือเรื่องการป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ผมจะจัดการปัญหาให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน พรรคอื่นๆ นั้นไม่มีใครกล้าทำ เพราะต้องไปทะเลาะกับชาวบ้านในพื้นที่ รวมทั้งแนวคิดเรื่องป่าสงวนแห่งชาติจะทำแน่นอน
พรรค ทป.มีแนวทางและนโยบายที่จะแก้ปัญหาคนอยู่ร่วมกับป่าได้ แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถพูดถึงเรื่องนโยบายได้ เนื่องจากติดคำสั่งของ คสช.ที่ยังห้ามไม่ให้เคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อปลดล็อกคำสั่งให้แถลงนโยบายได้ ผมจะชี้แจงรายละเอียดว่าจะแก้ปัญหาให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนอย่างไร
ส่วนนโยบายที่พรรค ทป.จะขับเคลื่อนต่อคือ การแก้ไขปัญหาการทุจริตและการแก้ปัญหายาเสพติด เพราะทั้งสองปัญหานี้เป็นวงจรที่ทำให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ หากไม่แก้ปัญหายาเสพติดและปัญหาการทุจริตไปพร้อมๆ กัน ก็จะแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้ยั่งยืนและไม่สำเร็จ

Advertisement

•คาดหวังเก้าอี้ ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ตั้งใจจะพยายามส่งผู้สมัคร ส.ส.ให้ครบทุก 350 เขต ส่วนความคาดหวังได้ ส.ส.นั้น ไม่อยากจะคาดหวังไว้ล่วงหน้า ถ้าได้ ส.ส.มาสัก 1 คนก็เพียงพอแล้ว หากไม่ได้รับเลือกตั้งอาจจะเลิกรากันไปก็ได้ แล้วแต่สมาชิกและคณะกรรมการบริหารพรรค เพราะพรรค ทป.ไม่ได้เป็นนักการเมืองอาชีพ
อีกทั้งพรรค ทป.ไม่ได้เป็นพรรคใหญ่ ไม่มีนายทุนสนับสนุนมากมาย ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ คนที่จะมาพรรค ทป.ต้องมีเจตนารมณ์ที่ชื่นชอบการรักษาทรัพยากรธรรมชาติอยู่แล้ว อีกทั้งพรรค ทป.เป็นพรรคเล็ก เปรียบเหมือนมด คงไม่ไปคิดสู้กับช้างอย่างพรรคใหญ่แน่นอน
ส่วนการพูดคุยกับพรรคอื่นๆ ก็มีการพูดคุยกันเป็นธรรมดาของนักการเมือง แต่พรรค ทป.มีแนวทางที่ชัดเจน พรรคอื่นๆ ที่จะมาร่วมงานกับเรา หรือพรรค ทป.จะไปร่วมงานด้วย ต้องรับในจุดยืนและแนวทางของพรรค ทป.ได้
ผมอยากเสนอให้เขียนกติกาให้ชัดเจนเลยว่า คนได้เป็น ส.ส.ควรเป็นได้ 1 สมัย รัฐมนตรีเป็นได้ไม่เกิน 2 สมัย การเมืองจะได้มี ส.ส.หน้าใหม่ คนที่มีอุดมการณ์ใหม่ๆ เข้ามาทำงานการเมือง เป็นอย่างนี้จะล้างบางนักการเมืองเก่าๆ หมด ไม่จำเป็นจะต้องเขียนรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายที่ใช้ยาแรงแต่อย่างใด เพราะมันไม่มีประโยชน์ การเมืองก็ยังมีระบบตัวแทนของแต่ละตระกูลอยู่ดี พ่อวางมือ ก็ส่งลูก เมีย ญาติ พี่น้องมาเป็นต่ออยู่ดี
ถ้าเขียนกติกาให้เป็น ส.ส.ได้สมัยเดียว จะได้นักการเมืองหน้าใหม่ ไม่มีใครกล้าลงทุนซื้อเสียงเหมือนในอดีต จะได้คนดีที่มีอุดมการณ์แต่ไม่มีเงินทุนมาเป็น ส.ส.บ้าง
การทำงานการเมือง ถ้าไม่มีเงินทุนก็ทำงานลำบาก

•ขณะนี้มีกระแสดึงตัวอดีต ส.ส.จากคนในรัฐบาล พรรค ทป.ได้รับการทาบทามหรือไม่
พรรค ทป.เป็นแค่พรรคเล็กๆ เปรียบเหมือนเศษธุุลีดิน ใครจะมาสนใจ ตอนนี้ได้ยินตามกระแสข่าวว่ามีการดึงพรรคนั้น ดูด ส.ส.คนนี้ให้มาร่วมงานกับรัฐบาลและ คสช. ยืนยันว่ายังไม่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หรือใครมาคุยกับพรรค ทป. อีกอย่างเวลานี้ คสช.ก็ยังไม่ได้ปลดล็อกให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ มองว่าหลังจากปลดล็อกแล้วจะเห็นทิศทางทางการเมืองของแต่ละพรรคชัดเจนขึ้น

•หลายฝ่ายมองว่าพรรค ทป.มีความสนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ผมยอมรับว่าสมัยเป็นอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ทำงานร่วมกับ พล.อ.ประวิตร นโยบายเรื่องป่าไม้หลายอย่าง ท่านก็สนับสนุนเป็นอย่างดี ท่านเป็นคนปิดทองหลังพระเรื่องป่าในหลายๆ เรื่อง ท่านรับผิดชอบเรื่องป่ารอยต่อ แล้วผมจะไม่สนับสนุนท่านได้อย่างไร มันคือแนวทางและจุดยืนการทำงานของผมมาตลอด ส่วนใครจะมองว่าจะมาจับมือกันนั้น คงห้ามความคิดแต่ละคนไม่ได้

•พรรค ทป.พร้อมทำทุกหน้าที่
ผมว่าถ้าได้ ส.ส.สัก 1 คนก็เป็นบุญแล้ว บางคนมองว่าเป็น ส.ส. แต่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีจะไปขับเคลื่อนงานอะไรได้ แต่ผมมองว่า การที่ได้เป็น ส.ส. แม้เพียง 1 คน หากรู้จักพูด รู้จักนำเสนอปัญหาให้ได้รับการแก้ไขให้ได้ตรงจุด มันก็สามารถทำได้ ไม่ว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล

•ด้วยกติกาตามรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดรัฐบาลพรรคผสมหลายพรรค
ผมมองว่า ห้องน้ำที่รัฐสภาจะแน่นขนัด กลุ่มไลน์ในมือถือคงเด้งกันไม่หยุด เพราะบรรดา ส.ส.คงจะต่อรองผลประโยชน์ ตำแหน่ง เก้าอี้กันอย่างแน่นอน แต่พรรค ทป.คงไม่มีใครมาต่อรองอะไรด้วย เพราะเป็นพรรคเล็ก และยังไม่รู้ว่าจะได้ ส.ส.กี่เก้าอี้
ส่วนตัวยังมองว่า ทั้ง 3 พรรคคือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ยังเป็นตัวแปรทางการเมืองแน่นอน ส่วนพรรคพลังประชารัฐ ภาพทางการเมืองยังไม่ชัด ยังไม่มีใครกล้าฟันธงได้จะได้ ส.ส.มากี่เสียง แม้การเมืองจะไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร แต่เมื่อ 2 พรรคใหญ่ยังจับมือกันไม่ได้ภาพของการเมืองในอนาคต ผมยังมองไม่ออกเหมือนกันว่าจะออกมาหน้าตาอย่างไร

•การเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งคนรอบข้าง เริ่มชัดเจนว่าจะทำงานการเมืองต่อ
ลิเกมันอยู่หลังโรงก็ร้องรำทำเพลงได้หมด แต่ถึงเวลาจะถูกใจประชาชนหรือเปล่า มันต้องอยู่หน้าเวทีให้ประชาชนเขาได้เห็นฝีมือการแสดงว่าเขาจะชื่นชอบคุณหรือไม่ รำสวย ร้องดี แต่อยู่หลังเวทีก็ไม่มีประโยชน์อะไร ประชาชนเขามองไม่เห็น ลิเกจะเป็นเงินล้านก็ต้องออกหน้าเวที เป็นที่ชื่นชอบของพ่อยก แม่ยก การเมืองเป็นเรื่องละเอียดอ่อน สังคมไทยจะยึดติดและคิดเสมอว่าถ้าเลือกพรรคหรือ ส.ส.คนใดไปแล้ว จะพึ่งพาและช่วยเหลือเขาได้มากน้อยแค่ไหน

•พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่าเดือนมิถุนายนนี้จะมีความชัดเจนทางการเมือง
ผมยังมองไม่ออกว่าจะชัดเจนอย่างไร คงต้องรอดู ท่านอาจจะเล่นหรือไม่เล่นการเมืองต่อก็ได้ แต่ถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาเป็นนายกฯ
ไม่ว่าจะมาในแบบ 3 รายชื่อที่พรรคเสนอ หรือมาในแบบนายกฯคนนอก ถ้า 2 พรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ไม่สนับสนุนก็อยู่ลำบาก แม้ ส.ว. 250 คนจะร่วมโหวตให้เป็นนายกฯได้ แต่มาทำงานในสภาก็ลำบากอยู่ดี มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็โดน 2 พรรคใหญ่คว่ำรัฐบาลได้แน่
แค่นี้ก็เจ๊ง ไปต่อไม่ได้แล้ว มาตรา 44 ก็ไม่ได้คุ้มครองอะไรได้อีกแล้ว