‘องอาจ’แนะ4 แนวทาง สปท.ตั้งคำถามเพื่อ ปชช.ชี้ไม่ควรพ่วงคำถาม
เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอญัตติให้นายกรัฐมนตรีมาจากการลงมติของที่ประชุมรัฐสภา ในคำถามพ่วงของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ว่าไม่เห็นด้วยที่จะมีคำถามลักษณะนี้พ่วงไปกับการทำประชามติ เพราะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนโดยตรง คือ 1.ไม่ควรเป็นคำถามที่กระทบต่อกระบวนการตัดสินใจของประชาชน ต่อการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2.ไม่ควรพ่วงคำถามประเด็นเชิงถามความเห็นมาสอบถามประชาชน การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนออกเสียงว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กับการถามความเห็น ควรแยกออกจากกัน 3.ควรเป็นคำถามในประเด็น หรือเรื่องที่มีความสำคัญต่อบ้านเมือง หรือมีผลกระทบกับประชาชนทั้งประเทศที่ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ และ 4.ควรคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ
นายองอาจกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่รองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าฝ่ายการเมืองต้องไม่บิดเบือนเนื้อหาเช่นไปพูดโจมตีข้อบกพร่องร่างรัฐธรรมนูญ 2-3 มาตรา แล้วไปเหมารวม ทั้งที่รัฐธรรมนูญมีเป็นร้อยมาตราว่าเป็นร่างไม่ดีทั้งฉบับอาจเป็นการเข้าข่ายบิดเบือนหลอกลวงให้คนเข้าใจผิด มีโทษหนักจำคุกสูงสุด 10 ปี ตนมองว่าการที่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 2-3 มาตรา พร้อมกับการบอกว่ารัฐธรรมนูญไม่ดีทั้งฉบับไม่น่าจะเป็นการเข้าข่ายบิดเบือนหลอกลวงแต่อย่างใด เพราะรัฐธรรมนูญ 2-3 มาตราที่บกพร่องอาจเป็นมาตราสำคัญ การจะรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญ 2-3 มาตรา จึงไม่น่าจะเป็นความผิด รวมถึงมาตรา 62 ของร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง” น่าจะเป็นข้อความที่ยากแก่การตีความเพราะถ้ามีผู้บอกว่า การมี ส.ว.สรรหา โดย คสช. ถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย การมีผู้กล่าวเช่นนี้จะถือว่าพูดผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือไม่ และถ้าถือว่าเป็นความผิด ผู้ถูกกล่าวหาว่าผิดจนถูกลงโทษคงยากที่จะยอมรับ จึงขอฝาก สนช.พิจารณาให้รอบคอบ เพราะกฎหมายประชามติเป็นกลไกที่มีส่วนอย่างสำคัญที่จะทำให้เกิดการยอมรับผลของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้เช่นกัน

