หน้า3 กลยุทธ์ โหดเหี้ยม ทำลาย ‘ประชาธิปัตย์’ กลยุทธ์ จาก คสช. 2พ.ค.61

2.05.18 | 12:00 น.

สภาพที่พรรคประชาธิปัตย์กำลัง “โดน” ในขณะนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสอย่างยิ่งในทางการเมือง ไม่ว่าจะมองผ่านจำนวน “สมาชิกพรรค” ไม่ว่าจะมองผ่านอาการกระเพื่อมของ “อดีต ส.ส.”

นอกจาก นายสกลธี ภัททิยกุล ยังมี นายชื่นชอบ คงอุดม

ความเจ็บปวดอย่างยิ่งยวดยังอยู่ที่การมายืนยันความเป็นสมาชิกภาพตลอดเดือนเมษายนที่ผ่านมาอยู่ระหว่าง 1 แสนคน

เป็น 1 แสนจากจำนวนทั้งสิ้น 2.5 ล้าน

นี่คือผลสะเทือนอย่างเป็นรูปธรรมอันเนื่องมาแต่คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 ที่ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560

Advertisement

เท่ากับเป็นการ “เซตซีโร่” ในทางเป็นจริง

ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทย อันเป็นพรรคการเมืองเก่าล้วนโดนกันหมด

แต่ “พรรคประชาธิปัตย์” หนักหนา สาหัสที่สุด

นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นต้นมา รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 พรรคประชาธิปัตย์เหน็ดเหนื่อยที่สุด

เมื่อปี 2549 ยังอยู่ใน “บันได 4 ขั้น”

แม้ในการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 อาจไม่สำเร็จตามเป้าหมาย แต่ในเดือนพฤศจิกายน 2551 ก็เรียบร้อย

และพรรคประชาธิปัตย์ก็เข้าเสวยประโยชน์ในอีก 1 เดือนต่อมา

การร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าทหารแห่ง “บูรพาพยัคฆ์” ในสถานการณ์เดือนเมษายน พฤษภาคม 2553 อาจทำให้พรรคประชาธิปัตย์หลอมรวมเข้าไปได้อย่างแนบแน่นด้วยความเชื่อมั่นว่าจะสามารถกำชัยได้ในการเลือกตั้งจึงได้ประกาศยุบสภา

แม้การเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 พรรคประชาธิปัตย์จะแพ้ แต่ก็แปรความแพ้ไปสู่การเคลื่อนไหวผ่าน “กปปส.” กระทั่งก่อให้เกิดรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557

ตรงนั้นคือจุดตัดนำอันก่อปัญหาให้กับ “พรรคประชาธิปัตย์” ในวันนี้

รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 มองว่ารัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นรัฐประหารเสียของและปัจจัย 1 ซึ่งทำให้เสียของคือพรรคประชาธิปัตย์

แม้ก่อนรัฐประหารจะมีการร่วมมือกันในระดับที่แน่นอน

แต่ภายหลังรัฐประหาร คสช.ก็สามารถแยกสลายความเป็นเอกภาพของพรรคประชาธิปัตย์ลงได้ เมื่อแกนหลักของ กปปส. กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของ คสช.

เป็นองค์ประกอบในการสืบทอด “อำนาจ”

มิได้เป็นองค์ประกอบในสภาพอันเหมือนกับ “นั่งร้าน” ให้พรรคประชาธิปัตย์เหมือนกับ คมช.ในยุคหลังรัฐประหารเมื่อปี 2549

พรรคประชาธิปัตย์จึงกลายเป็นเป้าในการแยกสลาย

หากกลุ่มของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังดึงดันอย่างดื้อรั้นครรลองแห่ง “การดูด” จักดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง

ทุกอย่างเป็นไปตามกลยุทธ์ “ม้าไม้เมืองทรอย”

กลยุทธ์นี้ คสช.ประเมินว่าจะเป็นผลดีและอำนวยประโยชน์ให้กับการสืบทอดอำนาจ ที่สำคัญก็คือ เอาพลังจากพรรคประชาธิปัตย์มาสร้างความมั่นใจ

แต่ในอีกด้าน ก็เท่ากับทำลายพรรคประชาธิปัตย์

ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะแยกทางเดินกับ คสช. ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถูกสลายกลายเป็นหางเครื่องของ คสช. ล้วนไม่ส่งผลดีต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้คือ “กรรมเก่า” ของพรรคประชาธิปัตย์