หมายเหตุ – ความเห็นของฝ่ายต่างๆ ต่อกรณีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) 53/2560 เปิดให้ยืนยันสมาชิกพรรคครบ 30 วัน โดยทุกพรรคการเมืองมีสมาชิกพรรคลดลง สะท้อนถึงปัญหาของกฎหมายที่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลงหรือไม่

สดศรี สัตยธรรม
อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
หลังจากปิดการยืนยันตัวตนสมาชิกพรรค พบว่าหลายพรรคที่มีตัวเลขสมาชิกลดลงจากเดิมมากนั้น มองว่าเนื่องจากกฎหมายพรรคการเมืองใหม่กำหนดให้สมาชิกต้องเสียค่าสมาชิกรายปี บางคนยังไม่พร้อมเข้ามาสู่การเมืองโดยตรง ก็อาจไม่สะดวกมานั่งเสียเงินต่างๆ หรือมองดูแล้วว่าการเป็นสมาชิกพรรคได้อะไรขึ้นมาบ้าง ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะได้สิทธิประโยชน์อย่างไรบ้าง จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคยังไม่เข้าใจเรื่องการเมืองดีพอ เพราะฉะนั้นจะเหลือผู้ที่สนใจจริงๆ น้อยลง แต่ไม่ใช่ว่าจำนวนสมาชิกน้อยแล้วจะทำให้ความนิยมที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองนั้นลดลงไปด้วย สิ่งนี้ไม่ใช่ข้อพิสูจน์เลย ไม่เกี่ยวข้อง เพราะถ้าสุดท้ายแล้วประชาชนเห็นว่านโยบายหรือการทำงานของพรรคการเมืองนั้นๆ จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติได้ เขาก็สามารถลงคะแนนเลือกตั้งให้ได้ ดังนั้น การที่สมาชิกลดลงไม่ได้บ่งแสดงว่าความนิยมของพรรคการเมืองนั้นจะเสื่อมลงหรือลดน้อยลงเลย เพราะต้องรอดูผลในวันเลือกตั้งอีกครั้ง
ส่วนประเทศอื่นๆ มีการเก็บค่าสมาชิกพรรคเช่นกัน สนับสนุนเงินพรรคโดยไม่ต้องกำหนดตัวเลข แต่ประเทศไทยเราปัญหาเรื่องเศรษฐกิจขณะนี้ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไร การที่ตัวเลขจำนวนสมาชิกลดลงก็คงคิดว่าการเลือกตั้งยังไม่มีความแน่นอน จะมีการเลือกตั้งหรือไม่อย่างไร หรือมองดูแล้วว่าเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคแล้วได้อะไรบ้าง ด้วยเหตุนี้อาจทำให้ไม่มีการยืนยันสมาชิกเข้าไป แม้ในอนาคตจะมีการเปิดช่องให้สมัครภายหลังได้ ไม่เฉพาะแค่สมาชิกเดิม แต่คิดว่าตัวเลขน่าจะอยู่ประมาณนี้แล้ว

ชูศักดิ์ ศิรินิล
ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.)
สิ่งที่ คสช.ดำเนินการตามคำสั่งที่ 53/2560 เห็นได้ชัดว่ามีผลกระทบต่อพรรคการเมืองอย่างรุนแรง มิใช่เป็นไปเพื่อปฏิรูปการเมืองดังที่อ้าง กลับจะสร้างผลเป็นการทำลายพรรคการเมืองเดิมที่มีอยู่ทุกๆ พรรคแบบถ้วนหน้า สมาชิกพรรคเหลืออยู่ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ สาขาพรรคยุบสลายหมด เท่าที่ติดตามส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการสร้างภาระให้แก่ประชาชนเกินกว่าเหตุ เกินความจำเป็น ต้องเดินทางจากบ้าน มากรอกเอกสาร กรอกเหตุผล ต้องเอาเงินมาจ่าย ไม่รู้ไม่เข้าใจเพราะไม่มีการประชาสัมพันธ์ แถมให้เวลาสั้นๆ เพียง 30 วัน ไม่มีระบบอำนวยความสะดวกใดๆ ที่จะทำให้ง่ายๆ ในที่สุดสมาชิกจึงหลงเหลืออยู่เพียงไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ย เราจึงเห็นว่าคำสั่งที่ 53/2560 ขัดรัฐธรรมนูญ ทำลายพรรคการเมือง สร้างภาระแก่สมาชิกโดยไร้เหตุผลเกินความจำเป็น ก็คงจะต้องรอดูว่าในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาเป็นประการใด จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร
ที่ผมสนใจอยู่ คือประเด็นที่ว่าปกติกฎหมายใดๆ ที่ออกมาภายหลังไม่ควรไปลิดรอนสิทธิหรือยกเลิกสิทธิใดๆ ที่เขาได้มาโดยชอบธรรมตามกฎหมายที่มีอยู่ก่อน จึงมักจะเห็นบทเฉพาะกาลของกฎหมายที่ออกมาภายหลังรับรองสิทธิหน้าที่ของบุคคลที่ได้มาโดยชอบก่อนหน้านั้นเสมอมา ดังนั้น พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง จึงรับรองสมาชิกพรรคและสาขาพรรคที่มีมาก่อนให้ยังคงอยู่ต่อไป ล่าสุดบางองค์กรแม้คุณสมบัติไม่ถูกต้องก็ยังให้อยู่ต่อไปจนครบวาระด้วยซ้ำ หากจะถามว่ามีผลกระทบต่อพรรคการเมือง ต้องยอมรับว่าตามกฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่กำหนดบทบาทและหน้าที่ของสมาชิกและสาขาพรรคไว้มาก เพราะต้องการปฏิรูปพรรคการเมือง ต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายข้อบังคับพรรค มีส่วนร่วมในการประชุมใหญ่ ที่สำคัญคือการทำไพรมารีโหวตในการคัดเลือกผู้สมัคร พรรคการเมืองคงต้องไปสำรวจตรวจสอบว่ามีสมาชิกครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ เช่น มาเสียค่าบำรุงถึง 500 คน ในปีแรกหรือไม่ ถ้าจะทำไพรมารีมีสมาชิกในเขตนั้นเกินกว่า 100 คน เพื่อที่จะมีตัวแทนประจำจังหวัดหรือไม่ ต้องจัดทำสาขาใหม่ให้ครบถ้วนอย่างน้อย หนึ่งสาขาต่อหนึ่งภูมิภาคจำนวนสี่สาขา แต่ละสาขาต้องมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 500 คน ถ้าทำไม่ได้ห้ามส่งผู้สมัคร ทั้งหมดคือภาระที่พรรคการเมืองเก่าต้องไปจัดทำ
จึงวิจารณ์ คสช.ตอนออกคำสั่งที่ 53/2560 ว่า ไม่เข้าใจบริบทของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ไม่เข้าใจการปฏิรูปพรรคการเมืองอย่างแท้จริง เรื่องนี้จึงเป็นตราบาปที่ คสช.ทำไว้กับพรรคการเมืองโดยแท้ และยังคงยืนยันความเห็นที่ว่าใช่ว่า คสช.จะมีอำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งอย่างไรก็ได้ คำสั่งนั้นต้องชอบด้วยหลักนิติธรรม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพันธกรณีทั้งหลายที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ในตัวเอง ใช่ว่าจะออกคำสั่งใดๆ ได้ตามอำเภอใจ หากเป็นเช่นนั้นที่รัฐธรรมนูญเขียนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะไม่มีความหมายใดๆ เลย
ผศ.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จํานวนสมาชิกของแต่ละพรรคที่มีมาแต่อดีตใช้เวลาระยะหนึ่งจนสะสมได้จำนวนมากขึ้น แต่การยืนยันสมาชิกมีกรอบระยะเวลาหนึ่งเดือน การยืนยันก็มีกระบวนการมากทำให้คนอาจจะยังไม่อยากมาใช้เวลาตรงนี้ หรืออาจเกิดจากการเปลี่ยนใจของคนก็ได้ เพราะรายชื่อสมาชิกบางพรรค มีมาตั้งแต่ 10-20 ปีที่แล้ว หลายคนอาจเสียชีวิตหรืออาจจะเปลี่ยนใจอยากไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคอื่น ช่วงเวลาที่ให้ยืนยันสมาชิกนี้อาจมองได้ว่าเป็นระยะเวลาที่สั้น การบอกว่าพรรคมีสมาชิกน้อยหรือมาก อาจดูจากแค่เดือนนี้ไม่ได้ อาจต้องรอให้เกิดอย่างอื่น เช่น การปลดล็อกพรรค หรือให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้
ที่สำคัญคือในอดีตที่แต่ละพรรคมีจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองนั้นเป็นเรื่องจำนวน ไม่แสดงถึงการให้การสนับสนุนพรรคการเมือง เช่น บางพรรคมีสมาชิกหนึ่งล้านคนแต่ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าจำนวนสมาชิกไม่ได้แปลงออกมาเป็นคะแนนเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้ง จำนวนสมาชิกเก่าๆ เป็นเรื่องของจำนวนมากกว่าคุณภาพที่หมายถึงเสียงสนับสนุน เพราะฉะนั้นจำนวนที่ลดลงไม่ได้บอกว่าคนไม่อยากจะสังกัดพรรค เพราะยิ่งเมื่อก่อนการสมัครสมาชิกพรรคไม่ยุ่งยากเหมือนปัจจุบันที่ต้องมีค่าบำรุงพรรค ต้องมาด้วยตัวเอง ต้องใช้เอกสาร เมื่อก่อนอาจฝากเพื่อนมาสมัครได้โดยใช้สำเนาบัตรประชาชน แต่ปัจจุบันการยืนยันหรือสมัครสมาชิกถ้าฝากกันมาอาจมีบทลงโทษแก่พรรคได้ ดังนั้นมีหลายปัจจัย คงบอกไม่ได้ว่าเป็นเรื่องของคนเบื่อการเมือง
ตอนนี้ทุกพรรคต้องหาจำนวนสมาชิกให้เป็นไปตามขั้นต่ำที่กำหนดใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง อย่างน้อยหนึ่งปีแรกจะต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 5,000 คน ส่วนเรื่องไพรมารีโหวตขึ้นอยู่กับว่าถ้าพรรคไหนต้องส่งคนลงทุกเขต ก็ต้องทำไพรมารีให้ครบ แต่ไพรมารีโหวตไม่ต้องทำทุกเขต ทำที่สาขาพรรคได้ แต่ต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 100 คน แสดงว่าแต่ละพรรคถ้าจะต้องทำไพรมารีให้ครบทุกเขตต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 35,000 คน ถ้าจำนวนสมาชิกน้อยจนไม่พอด้วยข้อกำหนดแล้วน่าจะเกิดข้อจำกัดอย่างแน่นอน
ไพรมารีโหวตโดยรายละเอียดเหมือน กกต.หรือกฎหมายเองบอกว่าให้เป็นเรื่องของพรรคในการทำกระบวนการจัดการส่วนนี้ ผมจึงมองว่าอาจจะขึ้นอยู่กับว่าพรรคไปเพิ่มกฎระเบียบเองอย่างไร ตอนนี้เป็นแค่ช่วงการยืนยัน หลายๆ พรรคอาจไม่ได้มีโอกาสในการหาเสียง ไม่มีโอกาสในการบอกว่าจุดยืนของพรรคมีอะไรหรือโน้มน้าวให้คนมาเป็นสมาชิกพรรค ปัจจัยสำคัญคือถ้ามีการปลดล็อกการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองได้เมื่อไหร่ ค่อยมาดูกันอีกทีว่าจำนวนสมาชิกจะเพิ่มหรือลดลง
ส่วนที่บางพรรคเสนอว่าให้เลื่อนไพรมารีไปเลือกตั้งรอบหน้าเพราะยังไม่พร้อม ไม่น่าเป็นเหตุผลของการเลื่อนทำไพรมารีโหวต เพราะไพรมารีเป็นประโยชน์กับทั้งพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การเลื่อนด้วยเหตุผลนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการไม่สนใจการเมืองของประชาชน แต่สะท้อนว่าพรรคการเมืองไม่สามารถดึงคนให้เป็นฐานสมาชิกของตัวเองได้ อาจสะท้อนว่าพรรคการเมืองเป็นการตั้งขึ้นมาเฉยๆ ไม่สามารถพัฒนาให้มีความยั่งยืนหรือมีความเป็นสถาบันทางการเมืองได้ ต้องดูว่าระยะเวลาทำกิจกรรมจะเพียงพอไหม ถ้ายังไม่รีบปลดล็อกแล้วจะเลือกตั้งก็อาจต้องรับฟังว่าต้องยืดไป แต่หากระยะการปลดล็อกกับระยะเวลาทำกิจกรรมมีมากพอควร การยืดก็ไม่น่าสมเหตุสมผล
ผมคิดว่าปัจจัยสำคัญอยู่ที่การปลดล็อก พอเราไม่ได้เลือกตั้งมา 3-4 ปีแล้ว ทั้งพรรคใหม่และพรรคเก่าก็ต้องใช้เวลาดึงคนมาเป็นฐานสนับสนุน ต้องออกนโยบายว่ามีอะไร เพราะคนอาจจะอยากฟังอะไรใหม่ๆ แล้วจึงตัดสินใจ จำนวนสมาชิกพรรคสมัยก่อนไม่ได้หมายถึงแรงการสนับสนุน ปัจจุบันน่าจะเป็นเรื่องว่าคนอยากมองการเมืองใหม่ๆ อยากฟังว่าแต่ละพรรคมีนโยบายอะไรแล้วจึงตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง
ผศ.ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันมีการกำหนดเงื่อนไขและอุปสรรคค่อนข้างเยอะในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองทั้งเรื่องทุนของพรรคการเมืองที่จะต้องจดทะเบียน หาทุนประเดิม 1 ล้านบาท รวมถึงการหาสมาชิกทั่วประเทศอย่างน้อย 7,000 คน เพื่อทำไพรมารีโหวต จริงๆ แล้วไม่ควรกำหนดเป็นจำนวน ควรจะใช้เป็นสัดส่วนมากกว่า ถ้าพูดตรงๆ การทำแบบนี้ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กเกิดไม่ได้
ในส่วนของสมาชิกพรรค ขณะนี้หลายพรรคมีจำนวนน้อยลงมาก ส่วนตัวมีความเห็นว่า ปัจจัยอย่างการยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคมีขั้นตอนยุ่งยาก ในส่วนของสมาชิกไม่พร้อมจ่ายค่าบำรุงพรรค มีผลอย่างมากที่ทำให้สมาชิกพรรคไม่ถึง 7,000 คน
นอกจากนี้ ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคการเมืองหลายพรรคเป็นพรรคที่มีนโยบายเฉพาะกลุ่ม เป็นไปได้ยากที่จะหาสมาชิกทั่วประเทศได้ถึง 7,000 คน แม้กระทั่งพรรคใหญ่หลายพรรคมีจำนวนสมาชิกลดน้อยลง ขณะเดียวกันตัวสมาชิกเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องมีกิจกรรมร่วมกับพรรคการเมืองอย่างไรบ้าง ตัวกฎหมายบอกว่าต้องมีค่าบำรุงพรรค แต่ตามหลักการเข้าเป็นสมาชิกพรรคไม่ควรจะมีการเสียค่าสมาชิก แต่อาจจะมีการรับเป็นเงินบริจาค
หากพรรคการเมืองหาสมาชิกได้ไม่ถึง 7,000 คน ทำไพรมารีโหวตไม่ได้ การส่งผู้สมัคร ส.ส.อาจจะมีปัญหา แต่พรรคใหญ่อาจไม่รุนแรงเท่าไร ยังไงมีทางไปได้อยู่แล้ว แต่พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กน่าจะมีปัญหาแน่ๆ การออกข้อบังคับแบบนี้มันอาจจะสะท้อนนัยยะว่าไม่ต้องการให้ระบบพรรคการเมืองเข้มเเข็ง ดังนั้นผมมองว่ามันควรได้รับการทบทวนใหม่ ในเรื่องเงื่อนไขต่างๆ



