คิวงานนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในระยะนี้ยังเน้นการประชุมผลักดันนโยบายต่างๆ
ควบคู่ไปกับการลงพื้นที่ โดยยกคณะรัฐมนตรีไปพร้อมหน้า
7-8 พ.ค.นี้ จะเป็นการประชุม ครม.นอกสถานที่ครั้งที่ 3 ของปี 2561
เป็นกลุ่มจังหวัดที่เรียกชื่อว่า “นครชัยบุรินทร์” ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์
รายชื่อคร่าวๆ ของทีม ครม.ที่จะไปด้วยมี อาทิ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตร และสหกรณ์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม
พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์
และ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม
ทีมโฆษกรัฐบาลออกข่าวมาแล้วว่า เป็นการประชุม ครม.นอกสถานที่เพื่อจะไปติดตามการพัฒนา การปฏิบัติตามนโยบายต่างๆ
แน่นอนว่า การประชุมลักษณะนี้เป็นผลดี เพราะได้ออกไปพบปะ รับฟังความทุกข์ร้อนของประชาชนตัวเป็นๆ ในยุคที่ชาวบ้านเคว้งคว้างไม่มีผู้แทนฯคอยดูแล
เป็นโอกาสแก้ไข ปรับจูนกลไกราชการ ไม่ให้เข้า “เกียร์ว่าง”
แต่ก็ต้องทันเกม ไม่ไปหลงติดกับดัก “ผักชีโรยหน้า” ที่ต้องมีอยู่แล้วตามธรรมเนียมไทยๆ
และแน่นอนว่า เมื่อการเลือกตั้งรออยู่ในเวลาอีกไม่ใกล้ไม่ไกล ก็ย่อมจะต้องมีเรื่องของ “การเมือง” ติดปลายนวมด้วย
โดยเฉพาะบุรีรัมย์ อันเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่มี เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค และมีแกนนำคนดังอย่าง นายเนวิน ชิดชอบ ดูแลพื้นที่อยู่
นายกรัฐมนตรีมีกำหนดจะพบปะกับประชาชน ณ สนามช้างอารีน่า ของทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
ตรวจเยี่ยมความพร้อมการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก สนามที่ 15 รายการ PTT Thailand Grand Prix ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ตกค่ำ จะสวมบทพระยาน้อยชมตลาด เยี่ยมชมถนนคนเดินเซาะกราว ซึ่งเป็นถนนสายวัฒนธรรมที่ได้รับรางวัลการบริหารจัดการชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ส่วนวันอังคารจะเป็นรายการประชุมต่างๆ แล้วไปเยี่ยมโฮมสเตย์ ที่ชุมชนโบราณบ้านสนวนนอก เย็นๆ กลับ กทม.
ภาพข่าวจากงานนี้ น่าจะมีตัวเลขงบประมาณ และภาพของการให้กำลังใจนายกฯตู่ ที่ยังไม่ได้ตกปากตกคำกับเรื่องการเมือง
ขณะที่การเคลื่อนไหว ปูทางไปสู่การสนับสนุนบิ๊กตู่เป็นนายกฯอีกสมัยกำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก
แผนงานผลักดัน “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ เห็นภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
โดยจัดสร้างเป็น “เครือข่าย” ของกลุ่มและพรรคต่างๆ
พล.อ.ประยุทธ์เอง กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา เมื่อ 27 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า อยากให้มีคนใหม่ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล
แต่ก็ไม่รังเกียจคนเก่าที่มีฝีไม้ลายมือ
พร้อมกันนั้น ได้กล่าวถึงการดูดว่า มีมานานแล้ว และมีทุกพรรค อาจจะเป็นครรลองของประชาธิปไตยไทยด้วยซ้ำอยู่ที่ว่าทำเพื่อตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
ก่อนปิดท้ายด้วยการยกวาทะระบือโลกของ “เติ้งเสี่ยวผิง” ที่ว่า แมวขาวหรือแมวดำ ถ้าจับหนูได้ ก็ถือว่า
เป็นแมวดี ขึ้นมากล่าวอ้าง
โดยระบุว่า จะต้องเอาแมวสะอาดเข้ามาใช้งาน
และยังให้สัมภาษณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า อาจจะไม่ใช่
การดูด แต่นักการเมืองบางคนอาจไม่มีความสุขในบ้านเก่า และย้ายมาเอง
ก็ถือว่าเป็นแนวคิดชี้นำ ที่ทำให้การ “ดูด” ดูดีและมีความชอบธรรมมากขึ้น
ประเมินได้ว่า การสร้างเครือข่ายมาหนุนบิ๊กตู่จะดำเนินต่อไป ควบคู่กับการผลักดันนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลไปแบบเนียนๆ
ขณะที่ “พรรคใหม่” ที่ใช้ชื่อว่า “พลังประชารัฐ” กำลังเร่งก่อตั้งตามขั้นตอน จะทำหน้าที่เป็นแกนหลักของ
เครือข่ายนี้
โดยจะดึงนักการเมืองที่ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วม
แต่ก็ไม่มองข้ามคนกลางเก่ากลางใหม่ อย่าง นายธานี เทือกสุบรรณ น้องชาย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้นำ กปปส. ก็จะมาเข้าร่วม
การแบ่งขั้ว เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ
พรรคใหม่ในสายรัฐบาล กับพันธมิตรเดินมาทางหนึ่ง
ส่วนพรรคเดิม อย่างเพื่อไทย และ ปชป.ก็ไปอีกทางหนึ่ง
โดยมีพรรคแนวคิดใหม่ อย่าง “อนาคตใหม่” ประกาศตัวมาท้าแข่งด้วยแนวทางที่ท้าทาย
แต่เส้นทางของพรรคที่อยู่นอกวงจรอำนาจ จะค่อนข้างยากลำบาก ด้วยปัญหาจากกฎหมายและระเบียบต่างๆ
ตั้งแต่การจัดตั้งพรรค การประชุมพรรค การหาสมาชิก
ภายหลังโดนเซตซีโร่ จนเหลือสมาชิกอยู่คนละไม่เท่าไหร่
และที่จะหนักสุดคือ การคัดเลือกผู้สมัครด้วยระบบ “ไพรมารีโหวต” ที่ต้องใช้สมาชิกอย่างน้อย 7-8 พันคนทั่วประเทศ
เป็นที่ถกเถียงกันว่า หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในต้นปี
2562 จริง ผลจะเป็นอย่างไร
เจอคำถามนี้เข้าไป เซียนการเมืองต่างอึ้งไปตามกัน เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมาก
ด้วยปัจจัยเด่นๆ ดังนี้
1.โลกเปลี่ยนแปลงราวพลิกฝ่ามือ การหาเสียงเลือกตั้ง การกระจายนโยบาย แนะนำตัวแบบเดิมๆ พ้นสมัย ระบบออนไลน์เข้ามาดิสรัปต์การสื่อสารรูปแบบเดิม ต้องมาดูว่าใครจะใช้ช่องทางนี้ได้อย่างเชี่ยวชาญมากกว่ากัน
2.ประเทศไทยไม่มีการเลือกตั้งมา 7 ปี นับจาก 2554 ส่วนปี 2557 นั้น การเลือกตั้งถูกขัดขวาง ความรู้สึกที่ต้องการแสดงออกผ่านการเลือกตั้ง อาจรุนแรงกว่าที่ผ่านๆ มา ยากที่ประเมินว่าความรู้สึกนี้ จะเป็นประโยชน์กับการเมืองฝ่ายไหน
3.ความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะ “พลังเงียบ” ต่อระบบการเมือง 4 ปี จะบวกหรือลบ ย่อมมีผลต่อการ
เลือกตั้ง
4.กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เผยตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ล่าสุด 51,564,284 คน
ในจำนวนนี้ยังไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาก่อน 4,510,052 คน ถือว่าเป็นกลุ่มก้อนสำคัญ
ฯลฯ
ทั้งหมดนี้คือความเคลื่อนไหวและตัวแปรของการเมืองช่วงท้ายโรดแมป
ทุกฝ่ายต้องระดมสรรพกำลัง ลดความเสียเปรียบ ขยายความได้เปรียบ ช่วงชิงกันสุดกำลัง
สุดท้ายประชาชนผู้มีสิทธิ ทั้งที่ผ่านการเข้าคูหามาแล้วและคนใหม่ จะเป็นผู้ตัดสิน
ว่าจะเอาแมวชนิดไหน แมวขาว แมวดำ แมวหนุ่ม หรือแมวแก่ มาทำหน้าที่ “จับหนู”

