หมายเหตุ – นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และนายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เตรียมต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางตรวจราชการจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดบุรีรัมย์และประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 7-8 พฤษภาคม

อรรถพร สิงหวิชัย
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี กำหนดลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ในวันที่ 7 พฤษภาคม เพื่อตรวจเยี่ยมพื้นที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ จากนั้นเยี่ยมชมหมู่บ้านทอผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านท่าสว่าง ก่อนที่ในช่วงบ่ายนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปที่จังหวัดบุรีรัมย์
สำหรับจังหวัดสุรินทร์มีข้อเสนอการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 จังหวัดสุรินทร์ ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ประกอบด้วย
1.การขออนุญาตใช้พื้นที่เพื่อก่อสร้างด่านชายแดนช่องจอมพร้อมการก่อสร้างให้เป็นด่านศุลกากรที่ได้มาตรฐาน และเมืองการค้าชายแดน (Border town)
2.โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่แล้งซ้ำซาก อำเภอสนม อำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์
3.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
4.กิจกรรมก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 226 ตอนสุรินทร์-ห้วยทับทัน ระหว่าง กม.187+420 กม.233+891 รวมระยะทาง 46.471 กิโลเมตร
5.กิจกรรมก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 2077 ตอนสุรินทร์-สังขะ ระหว่าง กม.12+010-กม.26+700 และ กม.29+800-กม.39+800 รวมระยะทาง 24.690 กิโลเมตร
6.ผลักดันให้จังหวัดสุรินทร์เป็นศูนย์บริการทางการแพทย์ (ศูนย์สุขภาพสู่ AEC)
7.โครงการโลกของช้าง (Elephant World)
8.ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก่อสร้างสนามบินสุรินทร์ เพื่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว
9.โครงการพัฒนาและฟื้นฟูเหมืองหินอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้างและการท่องเที่ยวบริเวณเชิงเขาพนมสวาย ตำบลนาบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ และตำบลไพล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ / ข้อเสนอขอรับการสนับสนุน : งบประมาณในการขอรับสนับสนุนเพื่อก่อสร้าง-ถนนคอนกรีต-ระบบไฟฟ้า-เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์-ปรับภูมิทัศน์

อนุสรณ์ แก้วกังวาล
ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์
จะมีการเสนอโครงการแก่คณะรัฐมนตรีในรูปแบบของกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งแต่ละจังหวัดมีโครงการลงทุนสำคัญๆ รวม 5 ด้าน 23 โครงการ รวมงบประมาณที่เสนอขออนุมัติในครั้งนี้กว่า 2 หมื่นล้านบาท ทั้งด้านการเกษตร การพัฒนาแหล่งน้ำ การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมถึงการเชื่อมโยงการค้าการลงทุนชายแดน เป็นต้น เพื่อเชื่อมโยงสู่เป้าหมายสำคัญของแต่ละจังหวัด เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับจังหวัดให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของภาคอีสานใต้ ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา รวมถึงการเสนอขยายการลงทุนพัฒนาสนามบินบุรีรัมย์ให้เป็นสนามบินนานาชาติ ขณะที่จังหวัดนครราชสีมามีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางของการค้าขาย และการพักสินค้า รวมถึงเป็นเมืองศูนย์ประชุม (MICE City) ซึ่งคาดว่าจะขยายโรงพยาบาลบุรีรัมย์เพิ่ม ในส่วนจังหวัดสุรินทร์มีโครงการโลกของช้าง ที่จะเป็นเมืองที่เกี่ยวกับช้าง รวมไปถึงการดูแลรักษาพยาบาล และการใช้ประโยชน์จากช้าง
ทั้งนี้ นายกฯจะพบปะประชาชนชาวบุรีรัมย์ที่สนามช้างอารีน่า อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และดูการตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมของสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่จะใช้จัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก โมโต จีพี สนามที่ 15 รายการ PTT Thailand Grand Prix ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
นอกจากนี้จะเดินทางไปที่ถนนคนเดินของเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ “เซราะกราว วอล์กกิ้ง สตรีท” จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นตลาดประชารัฐ มีวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์และเป็นสถานที่ที่ประชาชนและนักเที่ยวนิยมไปเดินเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้า ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในช่วงเย็นวันเสาร์-อาทิตย์ และได้รับรางวัลการบริหารจัดการชุมชนและสิ่งแวดล้อม
และภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ในวันที่ 8 พ.ค. จะเดินทางไปที่หมู่บ้านท่องเที่ยวไหมบุบุรีรัมย์ ที่หมู่บ้านสนวนนอก ต.สนวนนอก อ.ห้วยราช เพื่อเยี่ยมชมหมู่บ้านท่องเที่ยววิถีชุมชน ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังและสร้างความประทับใจแก่นักเที่ยวเป็นอย่างมากทั้งในด้านความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย เรียนรู้การทอผ้าไหม การผลิตผ้าไหมทั้งกระบวนการ การจักสาน การผลิตงานฝีมือจากไม้ และกะลามะพร้าว เยี่ยมชมบ้านไม้โบราณ ชิมขนมตดหมา ชมการแสดงพื้นบ้านภาษาถิ่น “เรือมตรด” (เรือม-ตร๊อด) และการนั่งรถกระสวยอวกาศชมกิจกรรมรอบหมู่บ้าน
ทุกจุดมีการเตรียมความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าบริเวณถนนเซราะกราว เขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์, สนามช้าง อารีน่า สนามฟุตบอลของทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ สนามแข่งรถช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต และหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านสนวนนอก ต.สนวน อ.ห้วยราช โดยมีการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมกำหนดการสำหรับการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะจุดบริเวณสนามช้าง อารีน่า ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบปะและปราศรัยต่อมวลชนกว่า 3 หมื่นคน โดยจะมีการใช้พื้นที่ภายในสนามอัฒจันทร์ในสนามทั้ง 4 ด้าน เป็นที่สำหรับมวลชนที่จะมาฟังการปราศรัย และเวทีปราศรัยเพื่อความปลอดภัยและเป็นการคัดกรองมวลชนที่จะเข้ามาในบริเวณดังกล่าว ซึ่งจะมีระบบการคัดกรองและตรวจสอบผู้ที่จะเข้ามาในบริเวณสนามช้าง อารีน่าอย่างเข้มงวด รวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยทุกจุด โดยบูรณาการกำลังทหาร ตำรวจกว่า 3,000 นาย
ในส่วนของจังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีการเตรียมสถานที่ในการประชุมของคณะรัฐมนตรี ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ หรือสถานที่ในการตรวจเยี่ยมราษฎร รวมไปถึงการอำนวยความสะดวก การดูแลรักษาความปลอดภัย ได้มีเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องที่จะเสนอให้กับทางคณะรัฐมนตรีพิจารณานั้น มีการหารือทางกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ ซึ่งประกอบไปด้วย นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์ โดยได้มีการประชุมข้อเสนอที่จะพัฒนาพื้นที่ในกลุ่มจังหวัดร่วมกันไว้แล้ว ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเลือกพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ในการลงพื้นที่ พร้อมประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ จะส่งผลดีต่อการยกระดับการพัฒนาพื้นที่ให้มากขึ้น
โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ในแผนการดำเนินงานของกระทรวงต่างๆ ซึ่งอาจจะใช้เวลานานก็สามารถเร่งรัดให้เร็วขึ้น เพื่อการพัฒนาในกลุ่มจังหวัดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอีกด้วย

สุทธิโรจน์ เจริญธนศักดิ์
นายอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
ภารกิจนายกรัฐมนตรี ในการตรวจราชการพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ วันที่ 7 พฤษภาคมนี้ จุดแรกที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง เพื่อตรวจเยี่ยมการเดินทางเข้า-ออก ที่ด่านชายแดนช่องจอม ถึงความจำเป็นด้านการค้าขาย ความเจริญเติบโตทางด้านภาคธุรกิจต่างๆ จุดที่ 2 พื้นที่โครงการก่อสร้างด่านศุลกากรและด่านพรมแดนช่องจอมแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ถัดจากชายแดนประมาณ 200 เมตร เพื่อติดตามสนับสนุนส่งเสริมการลงทุนตลาดการค้าชายแดนช่องจอม เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดี และติดตามปัญหาอุปสรรค ในการส่งเสริมการลงทุน เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศอาเซียน ตลาดการค้าชายแดนช่องจอม จัดตั้งเมื่อปี 2535 ปัจจุบันมีร้านค้ากว่า 4 พันร้านค้า มีความเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด ถือเป็นเส้นทางสำคัญเชื่อมโยง AEC ไปยังกัมพูชา ลาว เวียดนาม และประชาชนแถบอีสานใต้นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและซื้อขายสินค้าที่ตลาดช่องจอม มูลค่าการค้าปี 2560 รวมกว่า 3,400 ล้านบาท
ปัจจุบันด่านศุลกากรช่องจอม มีพื้นที่เพียง 7 ไร่ อยู่ห่างชายแดนไทย-กัมพูชา 3 กิโลเมตร ไม่สามารถตรวจสอบสินค้าจากจุดผ่านแดนได้ทันที ทำให้การกำกับดูแล มีโอกาสเล็ดลอดไปได้ และสถานที่คับแคบ ไม่สามารถรองรับปริมาณการส่งสินค้าเข้า-ออกจำนวนมากได้ เสียเวลาด้านพิธีการทางศุลกากร ทำให้เสียเปรียบในเรื่องการค้าการลงทุน ส่งผลให้เกิดการไม่มาใช้บริการ ต้องไปใช้เส้นทางอื่นแทน
นอกจากนี้ พื้นที่อำเภอกาบเชิงมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ และเป็นช่องทางไปเสียมเรียบ นครวัด นครธม ราชอาณาจักรกัมพูชา และชาวกัมพูชานิยมเข้ารับบริการทางการแพทย์ ที่จังหวัดสุรินทร์ ที่ประชาชนใช้ภาษาวัฒนธรรมเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ได้ประโยชน์จากการบริการต่างๆ ซึ่งต้องได้รับการส่งเสริม ผลักดันจากรัฐบาล เพื่อเป็นประตูสู่อาเซียน

