ลุงตู่บุรีรัมย์ หมื่นล้านไม่ให้ แต่ไม่ตัดรอน

เมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาโอดครวญและป่าวร้องว่า

พลัง “ดูด” ของรัฐบาลนั้นรุนแรงยิ่ง

ทั้งโดยอำนาจและงบประมาณ

ที่ประมาณการว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท

การตอบโต้ของรัฐบาลต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว

เป็นไปอย่างหนักหน่วงและเกรี้ยวกราด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

และตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

และหัวหน้า คสช.

เมื่อตั้งต้นอย่างเกรี้ยวกราดหนักแน่นเสียแล้ว

หากแผ่วลง ณ เบื้องหน้าสาธารณชน

ย่อมจะไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลเอง

ยิ่งเป็นการเคลื่อนไหวซึ่งสังคมจับตา อย่างการลงพื้นที่ ครม.สัญจรที่บุรีรัมย์

ดินแดนในการครอบครองของ นายเนวิน ชิดชอบ

ยิ่งต้องเปี่ยมด้วยความระมัดระวัง

แม้นายเนวินจะซักซ้อมประชาชนชาวบุรีรัมย์ 30,000 คน ที่มารอรับนายกรัฐมนตรี ในสนามฟุตบอลสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด

ให้ส่งเสียงต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยคำว่า “ลุงตู่ ลุงตู่” ตามจังหวะกลอง

และประกาศว่า วันนี้จังหวัดบุรีรัมย์ได้ของบประมาณกับรัฐบาล โดยต้องได้ไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท

ขอให้อดทนต่อแสงแดดและความร้อน และส่งเสียงดังๆ

“เพื่อให้นายกฯลุงตู่อนุมัติงบประมาณลงพื้นที่บุรีรัมย์หมื่นล้าน”

จึงมิใช่เรื่องสะดวกดาย

หลังการประชุม ครม. 8 พฤษภาคม

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมอนุมัติโครงการน้ำเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในเขตอีสานใต้จำนวน 84 โครงการ วงเงิน 3,476.65 ล้านบาท

สามารถดำเนินการได้เลย 40 โครงการ วงเงิน 1,015 ล้านบาท

อาทิ โครงการแก้มลิง การพัฒนาลุ่มน้ำชี มูล ป่าสัก การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร พัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยซัง ส่งเสริมการแปรรูป การส่งเสริมตลาดการผลิตอาหาร เพื่อป้องกันอุทกภัยใน จ.ชัยภูมิ และจังหวัดใกล้เคียง

ส่วนที่เหลืออีก 44 โครงการ 2,461.65 ล้านบาท ให้ยกไปดำเนินการปี 2562-64

สอดคล้องกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ว่า

การเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มาด้วยเรื่องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

แต่รัฐบาลพยายามเดินหน้าให้ครบกลุ่มจังหวัด โดยบางจังหวัดที่ไปไม่ได้ ได้เชิญผู้ว่าฯ มาร่วมประชุมเสนอแผนงานต่างๆ ซึ่งเป็นการสื่อสาร 2 ทาง

รัฐบาลจำเป็นต้องวางแผนแม่บทไว้ก่อน แต่ก็รับฟังความเห็นของประชาชนด้วย และวางแผนให้สอดคล้องกัน

ในส่วนของงบประมาณนั้น ไม่สามารถให้ทุกคนได้หมดตามที่ร้องขอ

แต่ต้องมีการพิจารณาและปรับลด

“ไม่ใช่ขอมาล้านล้านบาท หรือหมื่นล้านบาทแล้วจะได้หมด”

เพราะต้องผ่านการพิจารณาจาก ครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นไปตามหลักการบริหารแผ่นดิน

ไม่ใช่ใครดีด้วยแล้ว ตนต้องให้หรือให้ทุกอย่าง ทำแบบนั้นไม่ได้

เพราะต้องให้คนทั้งประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

อย่างไรก็ดี หลังการประชุม

นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์อีกครั้ง ด้วย “สำเนียง” ที่เบาลงกว่าช่วงเช้า ว่า

การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ครั้งนี้ มีการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน สภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ องค์กรท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

เพื่อร่วมกันพิจารณาโครงการต่างๆ ด้วยหลักการและเหตุผล ความคุ้มค่า และประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ

ซึ่งหากมีงบประมาณเพียงพอก็สามารถดำเนินการได้ทันที

แต่หากยังไม่สอดคล้องกับแผน ก็ต้องมีการหารือและพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง

พร้อมกล่าวยืนยันว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง โดยการบริหารราชการแผ่นดินและการลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่โดยตรง

ไม่มีนัยทางการเมืองแต่อย่างใด

ทั้งหมดนี้อยู่ที่ผู้รับฟังจะพิจารณา

และตัดสินด้วยข้อเท็จจริงที่จะตามมาในภายหลัง

เพราะงบประมาณแผ่นดินนั้นตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้

การเบิกจ่ายและการกำหนดโครงการ แม้กระทั่งการยกงบประมาณจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง

ไม่สามารถดำเนินการเป็นความลับได้

ไม่ว่าจะหนึ่งบาท หรือหนึ่งหมื่นล้านบาท

หากมีผู้ติดตาม-จับตา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เดินหน้าชน : ‘หวย’วาระแห่งชาติ
บทความถัดไป“อักษรา” กั๊กท่าทีหลัง“มหาธีร์”ชนะเลือกตั้ง เชื่อ ไม่กระทบการพูดคุยสันติสุข