หน้าแรก การเมือง มธ.จัด &#8216...

มธ.จัด ‘ดี-มูฟ’ ศูนย์ทนายฯยื่น 5 ข้อเสนอ นักวิชาการ ซัด นิติรัฐพังทลาย คสช.ต้องถูกจัดการ

19.05.18 | 13:09 น.

 

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ห้องประชุมริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะเศรษฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ และวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในนาม Social Science Forum ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และกลุ่มองค์กรทางสังคมต่างๆ จัดกิจกรรมวิชาการ “D-Move ก้าวที่ดีเลือกทางที่เดิน”

ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. ชี้แจงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของงานว่า 4 ปีที่ผ่านมา เราอยู่ภายใต้รัฐบาลที่ไม่ได้เลือก เขาเป็นอัศวินขี่ม้าขาวอาสาเข้ามา แต่ความขัดแย้งยังไม่หายไป เราไม่ใช่พวกตัดพ้อต่อว่า เรายังมีอนาคตข้างหน้า งานนี้จึงตั้งชื่อว่า D-MOVE ก้าวที่ดี เลือกทางที่เดิน โดยความหมายของ “ดี” ในภาษาไทยหมายถึง ก่อนการเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรามีสิ่งดีๆ เคยมีระบบเศรษฐกิจก้าวหน้า แต่ขณะนี้สิ่งเหล่านี้หายไป แต่เชื่อว่าสามารถรื้อฟื้นกลับมาได้ และ “D” ในภาษาอังกฤษย่อมาจาก Democracy หรือประชาธิปไตย

จากนั้นเป็นการเสนอรายงานสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในรอบ 4 ปี โดยทนายความศิริกาญจน์ เจริญศิริ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดภายหลังการรัฐประหาร 4 ปี คือ พลเรือนกลายเป็นเป้าหมายทางการทหาร เมื่อ คสช.เข้ามาได้ใช้วิธีคิดแบบทหาร โดยใช้ความจำเป็นทางทหาร สิ่งที่ คสช.กระทำแล้วเป็นผลพวงตกค้างในสังคมไทยคือการสถาปนาอำนาจเผด็จการ หรืออำนาจเบ็ดเสร็จเข้าไปในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งมาตรา 44 เป็นปัญหาสำคัญ เพราะคำสั่งต่างๆ ของหัวหน้า คสช.ถือเป็นที่สุด ชอบด้วยกฎหมาย นั่นหมายความว่า คำสั่งที่ออกมาภายใต้ ม.44 ไม่สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงรัฐธรรมนูญ 60 ยังรับรองให้อยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการแก้ไข โดย คสช.ปกครองโดยใช้อำนาจตามอำเภอใจ ใช้อำนาจเผด็จการ ตรวจสอบและถ่วงดุลไม่ได้

Advertisement

ด้านทนายพูนสุข พูนสุขเจริญ หรือทนายเมย์ รายงานตัวเลขสถิติต่างๆ ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน อาทิ การเรียกรายงานตัว ปรับทัศนคติ ข่มขู่ คุกคาม และถูกติดตาม อย่างน้อย 1,138 คน กิจกรรมที่ถูกปิดกั้นแทรกแซง อย่างน้อย 264 กิจกรรม การปิดกั้นการแสดงออกทางเสรีภาพ อย่างน้อย 66 ครั้ง การถูกดำเนินคดีข้อหายุยงปลุกปั่น มาตรา 116 อย่างน้อย 92 คน พลเรือนถูกดำเนินคดีในศาลทหาร อย่างน้อย 2,408 คน ตลอดจนการร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัวของทหาร อย่างน้อย 18 คน

ทั้งนี้ ศูนย์ทนายความฯยื่นข้อเสนอ 5 ข้อ คือ 1.แยกทหารออกจากพลเรือน 2.ทบทวนกฎหมายตั้งแต่ระดับรัฐธรรมนูญ ประกาศคำสั่ง คสช. และกฎหมายที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 3.การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 4.เยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของทหาร และ 5.จัดการคำพิพากษาซึ่งรับรองความสมบูรณ์ในการทำรัฐประหารของ คสช. ตลอดจนผลซึ่งนำมาสู่การสร้างเอกสิทธิ์คุ้มครอง มิให้ คสช.และเจ้าหน้าที่รัฐต้องได้รับโทษทางกฎหมาย

ต่อมาเป็นเวทีเสวนา “นิติรัฐที่พังทลายและก้าวใหม่หลัง คสช.” วิทยากรโดย รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, น.ส.เยาวลักษณ์ อนุพันธ์ หัวหน้าศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และนางละมุน แจ้งเร็ว มารดาของ น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด นักกิจกรรมทางการเมือง โดยมีผู้สนใจร่วมรับฟังการเสวนาเป็นจำนวนมาก

นางละมุนกล่าวว่า ช่วงเวลาที่ลูกติดคุก 13 วัน ตอนทราบข่าวรู้สึกเวียนหัวจนเป็นลม อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งเข้าไปที่บ้าน กระทั่งวันไปเยี่ยมลูกในเรือนจำก็มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบตามเข้าไปด้านในด้วย แม้แต่เข้าห้องน้ำก็มีเจ้าหน้าที่ตามคุกคามตลอดเวลา ทุกวันนี้ก็ยังโดนคุกคามอยู่ ฝากบอกเจ้าหน้าที่ให้หยุดการกระทำตรงนี้ เพราะไม่เป็นประชาธิปไตย ครอบครัวอยู่แบบลำบาก ต้องติดกล้องวงจรปิดไว้

น.ส.เยาวลักษณ์กล่าวว่า เราอยู่ภายใต้กฎหมายที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดการกับประชาชนและประเทศ ท่ามกลางกฎหมายกว่า 500 ฉบับ คสช.สถาปนากระบวนการยุติธรรมลายพรางกับพลเมือง รวมถึงคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ประชาชนไม่รู้เลยว่าจะถูกดำเนินคดี เนื่องจากขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่จะดำเนินการ ทั้งยังนำเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม มีอำนาจเสมือนตำรวจ พร้อมทั้งศาลทหารพิจารณาคดีล่าช้า พลเรือนไม่ได้รับความเป็นธรรม ตลอดจนมีเรือนจำชั่วคราว แขวงนครชัยศรี ใน มทบ.11 ทำให้ครบสูตรกระบวนการยุติธรรมลายพรางมากขึ้น บางทีรู้สึกโกรธกระบวนการยุติธรรมว่าทำไมปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปเช่นนี้

“ศูนย์ทนายฯทำงานอย่างเข้มแข็ง เพราะพี่ป้าน้าอามุ่งมั่นเรียกร้องนิติรัฐและประชาธิปไตยกลับคืนมา หลายคนถูกดำเนินคดีมากกว่า 3-4 คดี แต่ไม่กลัว โดยสิ่งที่ คสช.กลัวคือความกล้าหาญของพวกเรา” น.ส.เยาวลักษณ์กล่าว

ด้าน รศ.สมชายกล่าวว่า ไม่ใช่เพียงนิติรัฐที่พังทลาย แต่ยังมีกลุ่มคนที่หายสาบสูญไป เช่น สภาทนายความ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตลอดจนสถาบันการศึกษากฎหมายใหญ่ๆ เงียบงัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความอ่อนแอ นอกจากนี้ สิ่งที่ คสช.ทำยังสะท้อนระบอบอำนาจนิยมในสังคมไทย แง่ตำรวจสะท้อนความไม่เป็นอิสระ แง่กระบวนการยุติธรรมคือการเปิดโอกาสให้ระบอบอำนาจนิยมทำงานได้ ทั้งยังเกิดวิสามัญมรณะ หรือการตายแบบไม่ปกติ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดคำถามว่า ท่ามกลางการละเมิดสิทธิอย่างกว้างขวาง ทำไมเสียงจากสถาบันจากกฎหมายหรืออาจารย์ด้านนิติศาสตร์จึงแผ่วเบานัก

“เชื่อว่าหลังจากนี้สังคมไทยไม่เหมือนเดิม เนื่องจากการรัฐประหารครั้งนี้ทำให้คิดถึงเรื่องราวจำนวนมาก ทั้งการจัดการกระบวนการยุติธรรม หรือมรดกของการรัฐประหาร ฉะนั้น ซากเดนของ คสช.ต้องถูกจัดการภายหลังการเปลี่ยนผ่าน” รศ.สมชายกล่าว

ทั้งนี้ กิจกรรมวิชาการ “D-Move ก้าวที่ดีเลือกทางที่เดิน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค. ที่ มธ.ท่าพระจันทร์ ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ 1.D-Talk งานเสวนาเข้มข้น ถอดรหัสสะท้อนปัญหาและมองหาทางเลือกที่ดีสำหรับยุคไทยแลนด์ 4.0 2.D-Game บอร์ดเกม Bangkok Big Brother และเกมบันไดงู ชวนผู้เล่นทำความเข้าใจสถานการณ์ในสังคมไทยปัจจุบัน และกิจกรรมรณรงค์จากภาคประชาชน และ 3.D-Exhibition นิทรรศการภาพถ่าย โดยรวบรวมภาพสะท้อนประวัติศาสตร์จากสายตาประชาชนที่ถูกคัดสรรโดยทีมช่างภาพ RealFrame