หน้าแรก การเมือง เครือข่ายสลัม...

เครือข่ายสลัมเผย เคยเห็น คสช.เป็นฮีโร่ขี่ม้าขาว แต่ 4 ปีทำคนจนตกต่ำ เจ็บหนักกว่า รบ.เลือกตั้ง

20.05.18 | 13:18 น.

เครือข่ายสลัมเผยเคยเห็น คสช.เป็นฮีโร่ขี่ม้าขาว แต่ 4 ปีทำคนจนตกต่ำ เจ็บหนักกว่า รบ.เลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะเศรษฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ และวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในนาม Social Science Forum ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และกลุ่มองค์กรทางสังคมต่างๆ จัดกิจกรรมวิชาการ “D-Move ก้าวที่ดีเลือกทางที่เดิน”

เวลา 11.00 น. มีการเสวนาเรื่อง “สวัสดิการสังคม สุขภาพ และชีวิตคนจน: ปัญหา ข้อท้าทาย และทางออก” ดำเนินรายการโดย เคท ครั้งพิบูลย์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ดร.ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ระบบสวัสดิการแยกไม่ออกจากระบบการเมือง ประโยชน์จากระบบสวัสดิการจะถูกจัดสรรให้ใครก็ขึ้นอยู่กับการเมือง ระบบประกันสังคมไทยเริ่มในยุคจอมพลป. เพราะต้องการแรงหนุนจากประชาชน แต่มีการยึดอำนาจจากจอมพลสฤษดิ์จึงเกิดระบบสวัสดิการแบบลดทอน คือการให้สวัสดิการแบบลดทอนที่สุดและให้สวัสดิการแก่ข้าราชการมาก เพราะการเมืองแบบทหารต้องพึ่งพิงอำนาจจากข้าราชการ เมื่อไม่ต้องอาศัยอำนาจประชาชนแล้วก็ไม่ต้องยื่นสวัสดิการให้ประชาชน ต่อมาระบบสวัสดิการขยายขึ้นภายใต้ประชาธิปไตย สมัยรัฐบาลคึกฤทธิ์ ชาติชาย และทักษิณ

“ช่วงที่เป็นประชาธิปไตยจะปรับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สิ่งหนึ่งที่เป็นความสำเร็จของระบบสวัสดิการภายใต้ประชาธิปไตยคือนโยบาย 30 บาท เป็นกรณีตัวอย่างที่ต่างชาติหยิบยกขึ้นมาชื่นชมเพราะพบว่ามีผลที่น่าทึ่ง แทบจะเปลี่ยนอัตราการตายของทารกโดยสิ้นเชิงในปีเดียว ทำให้คนทั้งในเมืองและชนบทเข้าถึงโรงพยาบาลได้ไม่ต่างกัน แต่ในประเทศมักโจมตีกันว่าไม่มีเงินให้นโยบายนี้ ซึ่งเป็นข้อโจมตีที่ไม่พบในเวทีวิชาการหรือในต่างประเทศ

Advertisement

“ประชาธิปไตยสร้างความเป็นไปได้ให้สวัสดิการก้าวหน้า แต่มีปัญหาว่าพรรคการเมืองยังไม่มีการพูดถึงว่าระบบสวัสดิการจะเป็นไปในทิศทางใด อีกทั้งระบบการเมืองมองว่าสิ่งที่ผู้มีอำนาจทำเป็นสิ่งที่ตัวเขายื่นให้ชาวบ้าน ไม่ใช่สิทธิที่ชาวบ้านสมควรได้รับอยู่แล้ว เป็นการให้ต่างตอบแทน อีกทั้งคนชั้นกลางระดับบนยังไม่สนับสนุนเรื่องสวัสดิการ และมีการหยุดชะงักในพัฒนาการประชาธิปไตย แม้มีเลือกตั้งแล้วเราก็ยังมีมรดกที่ระบบคสช.ทิ้งไว้ต่างๆ จึงน่าคิดว่าจะทำกันต่อไปอย่างไร” ดร.ธรกล่าว

นางนุชนารถ แท่นทอง เครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีฮีโร่ขี่ม้าขาวเข้ามาก็ปลื้ม เพราะชอบทหาร แต่ 4 ปีนี้ทำให้ได้เปรียบเทียบกับรัฐบาลเลือกตั้ง เพราะเมื่อเข้ามาแบบไม่ชอบธรรมแล้วแทนที่จะใช้กฎหมายให้เป็นประโยชน์จากคนยากจนกลับทำให้เราต้อยต่ำไปอีกเพราะถูกละเมิดสิทธิ เขามี ม.44 ทำสิ่งที่รัฐบาลปกติทำไม่ได้ ทำโครงการใหญ่ เวนคืนที่ดิน จัดระเบียบหาบเร่แผงลอย คนจนในชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของเมืองแต่ก็ถูกไล่รื้อ บอกว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรม เป็นคนไม่ดี เด็กโตขึ้นติดยา แต่ไม่ได้บอกว่าคนเหล่านี้เป็นแรงงานสำคัญที่สร้างเมือง เป็นทุนที่ทำให้ผู้ประกอบการมั่งมี แผนพัฒนา20ปีมองว่าคนล่างยุทธศาสตร์เป็นเต่าล้านปี ถอยหลังไปจากอดีตอีก ที่บอกว่าจะลดเหลื่อมล้ำขจัดยากจนให้เราเข้าถึงที่อยู่อาศัยนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เราโดนขับไล่ออกจากเมือง เขาสร้างความเจริญปรนเปรอ 20 ล้านคนในเมือง

“ลงทะเบียนคนจนทำบัตรสวัสดิการคนจน ก็ไม่เคยถามว่าใช้ได้จริงไหม บางบ้านได้ 5 ใบ แต่ครอบครัวเราไม่ได้เลยเพราะเป็นผู้นำชุมชนถือเงินของชุมชนก็ไม่ผ่านการพิจารณา การคิดแบบไม่มีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้เราเจ็บปวดกว่านักการเมืองจากการเลือกตั้ง ไม่ชอบยังไงก็เลือกไม่ได้ ถูกกดดันมาก อย่ามองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เมืองไม่เจริญ เราก็สร้างเมืองเหมือนกัน มาบอกว่าคนจนขายยา คนจนที่ไหนจะขนยาเป็นล็อตๆเข้ามาในเมืองได้ เราไม่ควรเอาเงินไปละลายแม่น้ำ แต่ควรมาพัฒนาการศึกษา การรักษาพยาบาล ระบบบำนาญ เป็นรัฐสวัสดิการทำคนเข้าถึงได้ถ้วนหน้า อย่างน้อยพรรคการเมืองจากการเลือกตั้งยังฟังเสียงประชาชน” นางนุชนารถกล่าว

นายนิมิตร์ เทียนอุดม กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ความลำบากจากการเป็นรัฐราชการ เมื่อทหารที่เป็นราชการมาบริหารและไม่รู้เรื่องอื่น จึงเอาหน่วยราชการส่วนอื่นมาช่วยบริหาร ทำลายความมีส่วนร่วมของภาคส่วนอื่น ตลอด 4 ปี คสช.ทำลายความมีส่วนร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพ เพราะไม่รู้เรื่องแล้วพึ่งพิงกลไกในกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงแพทย์พาณิชย์ที่แสวงหาผลประโยชน์จากระบบสุขภาพ เช่นที่มีการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า แต่ สตง.บอกว่าถ้าใช้งบสุขภาพต้องซื้อวัคซีนฉีดคนเท่านั้นเพราะเป็นงบสำหรับคนไม่ใช่หมาแมว ซึ่งคิดแค่นี้จะควบคุมโรคได้ยังไง ถ้าไม่มีการยึดอำนาจโดยคสช.รัฐราชการจะไม่แข็งแรงแบบนี้ นี่คือความเสียหาย

“ระบบหลักประกันสุขภาพดีขึ้นมากเมื่อมีบัตรทอง แต่ขณะที่งบรักษาพยาบาลข้าราชการราว 1.2 หมื่นบาทต่อคนต่อปี รัฐแบ่งงบบัตรทองปีละ 3 พันบาทต่อคนและสมทบประกันสังคมอีกส่วนหนึ่ง โรงพยาบาลก็ต้องสต๊อกยา 3 ส่วน เกิดความเหลื่อมล้ำ เราต้องลดเหลื่อมล้ำโดยทำให้เกิดระบบเดียวให้ได้ แล้วรัฐบาลพูดบ่อยว่าจะเอางบที่ไหนมาจ่ายบัตรทอง มองว่าประชาชนเป็นภาระ ทั้งที่ถ้าทำให้ประชาชนไม่เจ็บป่วยจะเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ มีแนวโน้มถ้ารัฐบาลนี้อยู่ต่อจะเกิดการเลือกดูแลสุขภาพเฉพาะกลุ่มคนจนที่ลงทะเบียน คนชั้นกลางที่เคยคิดว่าจ่ายค่ารักษาตัวเองได้อาจเปลี่ยนเป็นคนจนเฉียบพลันได้เพราะต้องจ่ายค่ารักษาโรคที่ราคาแพง การมีส่วนร่วมของประชาชนจะกลับมาได้เมื่อมีประชาธิปไตย ระบบหลักประกันสุขภาพเป็นสมบัติชิ้นเดียวของสังคมประชาธิปไตยที่มีอยู่ ไม่ใช่นโยบายสงเคราะห์แบบที่จะเป็น และถ้าบอกว่าระบบประกันสุขภาพจะยั่งยืนต้องร่วมจ่าย เช่นนั้นก็ต้องให้ข้าราชการร่วมจ่ายด้วย” นายนิมิตร์กล่าว