เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 20 พฤษภาคม ที่ห้องประชุมริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนาสาธารณะ “The Move We Decide ก้าวที่เลือกได้” โดยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ดำเนินรายการจากโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ถามว่า 4 ปี คสช. ที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยบ้าง
นายปิยบุตร แสงกนกกุล ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า 12 ปีที่ผ่านมา เรามีชีวิตอยู่ในการเมืองที่ผิดปกติ ทุกวันนี้ที่ คสช.เข้ามารัฐประหารซ่อม เพราะปี 49 ทำแล้วไม่สำเร็จ เป็นการพยายามทำให้สิ่งผิดปกติเหล่านี้เป็นสิ่งปกติโดยเครื่องมือกฎหมาย มาในรูปของรัฐธรรมนูญ มาในรูปคำสั่ง คสช. แผนปฏิรูป แผนยุทธศาสตร์ชาติ ตนเรียกสิ่งเหล่านี้ว่ามรดก คสช. วิธีจะแก้ปัญหาคือการกำจัดมรดก คสช.ทิ้งให้หมด เช่น เอาประกาศ คสช.มาทบทวนใหม่ กลุ่มที่ 1 คือ คำสั่งใดก็ตามที่เป็นการละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนต้องยกเลิก และต้องเยียวยาผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ กลุ่มที่ 2 ประกาศที่เป็นรูทีนออกมารายวันต้องเปลี่ยนรูปให้เป็น พ.ร.บ. และบรรดาคดีความทั้งหลายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 57 ทั้งหมดต้องยุติการดำเนินคดี ใครถูกดำเนินคดีต้องได้รับการนิรโทษ นอกจากนี้ ต้องแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 279 และต้องเปิดให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนได้ออกเสียงประชามติว่าประชาชนต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ โดยต้องทำตั้งแต่วันแรกที่มีการเปิดสภา และทำทุกครั้งที่มีโอกาส ตนย้ำว่า ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 60
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ตนฝันว่าอยากเห็นคนเข้ามาทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่รัฐบาลทำ ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย เสรีภาพในการพูดต้องมี และเมื่อพูดแล้วผู้มีอำนาจต้องฟัง สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ตรงข้ามกับสิ่งที่คสช.ทำ ทั้งนี้ ไม่ว่าแผนปฏิรูป แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สะท้อนเจตนาที่ คสช.เข้ามาทำการยึดอำนาจ เป็นโรดแมปที่ประกันการกลับมาสู่อำนาจของ คสช.ในรูปแบบต่างๆ ผู้แทนของประชาชนที่จะเข้ามาจากการเลือกตั้งครั้งหน้าจะทำอะไรได้ยากมาก แม้แต่ คสช.เองที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลโดยไม่มีมาตรา 44 เราต้องไปเดินตามแผนปฏิรูป และแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพราะถ้าไม่ทำตามมีความผิด ประเทศไทยอาจจะเป็นประเทศแรก และประเทศเดียวในโลกที่รัฐบาล หรือพรรคการเมืองอาจถูกยุบพรรคเพียงเพราะเสนอนโยบาย แต่ตนเชื่อว่า การแก้ไขเกิดขึ้นได้ เพราะอะไรก็ตามเกิดขึ้นได้ถ้าเป็นความต้องการของประชาชน
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า เมื่อมีข้อขัดข้อง คือ กฎระเบียบที่มีไม่สามารถแก้ปัญหา หรือทำงานให้ประชาชนได้แก้ ตนคิดว่าไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้าเป็นความต้องการของประชาชน และทัศนคติของผู้มีอำนาจต้องเปลี่ยนด้วย เช่น กรณีการใช้มาตรา 116 ดำเนินการกับผู้เห็นต่าง
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ตนมีความกังวลใจว่ารัฐธรรมนูญ แผนยุทธศาสตร์ และแผนปฏิรูปนั้นแก้ยาก ประเทศไทยมีประชาธิปไตย 80 กว่าปี เราเสียเวลาแก้รัฐธรรมนูญมากกว่าเวลาที่ใช้มัน ตนเห็นว่า ถ้าเราเห็นว่ามันต้องแก้ก็แก้ได้ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่บอกว่าแก้ไม่ได้ก็ไม่จริง เพราะสามารถแก้ได้ ตนเป็นพลเรือน ไม่ถนัดฉีกรัฐธรรมนูญ ตนว่า อย่าเพิ่งไปรังเกียจมัน ลองใช้ แต่ถ้าใช้แล้วไม่ดีค่อยแก้ เพราะตนเชื่อว่าแก้ได้ นอกจากนี้ ตนไม่เชื่อว่า การดำเนินนโยบายของพรรคการเมืองจะติดขัด เพราะสามารถเกิดนายกฯได้ 2 ทาง คือนายกฯคนใน และนายกฯคนนอก ซึ่งตนยืนยันว่าไม่รับนายกฯคนนอก แต่หากทหารใช้สิทธิ และวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตยเข้ามาก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ เราลองตั้งว่า ประชาชนไม่รังเกียจทหาร ทหารไม่รังเกียจประชาชน แบบนี้น่าจะเกิดการเลือกตั้งที่ดีได้ ท้ังนี้ ตนเป็นคนหนึ่งที่เคยเป็นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่ามุกอย่างมันวนอยู่ในหลูบเดิมที่ร่างแล้วก็แก้ ดังนั้น ตนจึงเสนอว่า เป็นไปได้ไหมที่เราจะใช้มากกว่าแก้
เมื่อถามถึงการเสนอนโยบายต่างๆ พรรคการเมืองสามารถเสนอนโยบายได้หรือไม่โดยไม่เกิดปัญหา นายอรรถวิชช์กล่าวว่า ตนไม่เชื่อว่านโยบายดีๆ ที่ออกมาจะถูกองค์กรอิสระสั่งว่าห้ามทำ ขอยกตัวอย่างนโยบายจำนำข้าวซึ่งเป็นนโยบายที่ดี แต่กระบวนการดำเนินนโยบายเช่นการระบายข้าวต่างหากที่เป็นปัญหา ถ้าทำนโยบายแล้วกลัวติดคุก ก็อย่ามาเป็นนักการเมือง ดังนั้น ที่ถามว่ายังกล้าเสนอนโยบายอยู่หรือไม่ ตนก็ต้องบอกว่า กล้าเสนอเหมือนเดิม
ด้านคุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ได้มีการพยายามคิดคำว่าประชานิยมขึ้นมา ทั้งที่เป็นสิ่งที่รัฐพยายามส่งลงไปให้พี่น้องประชาชนรากหญ้าเป็นเรื่องเลวร้าย ผิดวินัยการเงินการคลัง ไปหลอกประชาชน ซึ่งตนคิดว่า ประชาชนเขารู้ว่าอะไรดีต่อเขา จึงเกิดคำว่า ประชาธิปไตยกินได้ขึ้นมา แต่ผู้มีอำนาจขณะนี้ไม่เข้าใจจึงออกกฎหมายห้ามทำ แต่ถ้าผู้อำนาจทำเรียกว่า ประชารัฐ ไม่ผิดกฎหมาย สามารถทำได้ ทั้งนี้ เมื่อไม่มีความเข้าใจทำให้ความเหลื่อมล้ำนั้นถ่างมากขึ้น โดยเฉพาะช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาได้ และเมื่อไม่สามารถยกระดับรายได้ของคนรากหญ้าได้ ก็ไม่สามารถยกระดับของคนในเมืองได้เช่นกัน ดังนั้น ต้องเสนอนโยบายที่ตรงจุด และแก้ปัญหา แม้ว่าการเสนอนโยบายจะเสี่ยงต่อการเป็นความผิด ตนก็คิดว่า เราไม่กลัว อย่างไร การทุจริตนั้นไม่อยากให้ใครเกิดหรอก ถามว่าจำนำข้าว กับประกันราคาข้าวผิดไหม ต้องบอกว่าผิด เพียงแต่จำนำตัดสินก่อน ประกันยังไม่ได้ตัดสินเท่านั้นเอง ที่เราต้องดูแลวินัยการเงินการคลังนั้นโอเค กฎหมายเขียนไว้ดีหมด แต่องค์กรที่เข้ามาตัดสินนั้นเป็นคนที่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจในตรงนี้แค่นี้ ทุกอย่างไปแขวนไว้ที่ดุลพินิจ อย่างที่ตนถาม ประชารัฐกับประชานิยมผิดกันตรงไหน สรุปคือ การคิด และเสนอนโยบายนั้นเราทำแน่ กล้าคิด และกล้าเสนอ แต่จะได้ทำหรือไม่คืออีกเรื่อง ก็ขอองค์กรอิสระใช้ดุลพินิจอย่างเป็นธรรมก็พอ
ขณะที่นายปิยบุตรกล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่มองประชาชนเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่เพียงไปหาเสียงเท่านั้น แต่เมื่อเราเข้ามาทำงานเราจะเป็นหุ้นส่วนกัน เรามานั่งคุยกันว่าการทำนโยบายนั้น ประชาชนต้องการอะไร ต้องใช้งบเท่าไหร่ ต้องมีแผนอย่างไร ซึ่งเรามองว่า เรื่องนโบายไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด มีแค่ดีหรือไม่ดี ใช้ได้หรือไม่ได้ แล้วปรับปรุงให้ดีขึ้นตลอด เรื่องวินัยการเงินการคลังเป็นเรื่องถกเถียงกันได้ตลอด ดังนั้น จึงไม่ควรให้เรื่องนี้ไปอยู่ในกำมือใคร หรือให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาตัดสินว่าผิดหรือถูก เพราะคนหนึ่งมองว่าผิด อีกคนอาจจะมองว่าถูกสมควรทำก็ได้ ระบบราชการไม่มีความชอบธรรมที่จะมาชี้เป็นชี้ตายให้กับทุกเรื่องขนาดนั้น

