นอกจากเดือน “ตุลาคม” แล้ว ในราวสองทศวรรษหลัง เดือน “พฤษภาคม” ก็กลายเป็นอีกเดือนหนึ่ง ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย
ความสำคัญดังกล่าวยึดโยงอยู่กับสามเหตุการณ์/สถานการณ์ทางการเมือง ตั้งแต่เหตุการณ์ความรุนแรงเดือนพฤษภาคม 2535, เหตุการณ์นองเลือดพฤษภาคม 2553 และการยึดอำนาจของ คสช. เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
หมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยเหล่านี้ ก่อให้เกิดทั้ง “มรดกตกทอด” อันเป็นรูปธรรม และ “ความทรงจำ” อันยากจับต้อง
มรดกทางการเมืองที่เคยจับต้องได้ชัดเจน หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 นั้นปลาสนาการไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการเมือง ซึ่งนำไปสู่รัฐธรรมนูญ 2540, การขึ้นมามีบทบาทบริหารประเทศอย่างเต็มตัวของนักการเมืองจากการเลือกตั้ง, การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง, แนวคิดผลักดันทหารกลับเข้ากรมกอง รวมถึงสถานีโทรทัศน์
ดูเหมือนว่าหลังเข้ามาควบคุมอำนาจได้ 4 ปี นับจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คสช. ก็พยายามจัดวางมรดกทางการเมืองของตนเองเอาไว้อย่างเด่นชัด
ผ่านรัฐธรรมนูญ 2560, กฎหมายลูก, ยุทธศาสตร์ชาติ และกลไกเชิงสถาบันการเมืองชนิดอื่นๆ
มรดกของ คสช. ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ค่อยไว้วางใจและระวังระไวนักการเมือง-พรรคการเมือง (บางกลุ่ม) รวมทั้งเปิดช่องให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง สามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองระดับชาติได้อย่างชอบธรรม
แต่ไม่มีใครรู้ว่ามรดกเหล่านี้จะมีชีวิตยาวนานแค่ไหนหลังยุค คสช.?
แม้ผู้ให้กำเนิดจะคาดหวังให้อยู่ไปยาวๆ นานๆ ก็ตาม
ต่างจากสองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ร่วมเดือนเดียวกัน สิ่งตกค้างจากเดือนพฤษภาคม 2553 นั้นมิได้ถูกแปรเป็นมรดกเชิงรูปธรรม
ตรงกันข้าม ความขัดแย้งระหว่างมวลชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองต่างพรรค อันนำไปสู่การเมืองเสื้อสีแบบแบ่งขั้วเลือกข้างอย่างไม่อาจประนีประนอม ก่อนจะกลายสภาพเป็นสายสัมพันธ์แตกร้าวระหว่างมวลชนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งกับรัฐ
ได้ตกตะกอนรวมตัวกันเป็นภาพความทรงจำเรื่อง “ความรุนแรง”
เวลาผ่านไปเกือบสิบปี ความทรงจำกลุ่มนี้เริ่มมีสถานะคลุมเครือยิ่งขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือ มองด้านหนึ่ง มันยังดำรงอยู่แต่ก็เหมือนไม่มีอยู่ ทว่าเมื่อลองมองอีกด้าน สิ่งที่คล้ายจะค่อยๆ เลือนรางหายไปในบรรยากาศสงบเงียบเรียบร้อยของบ้านเมือง กลับฝังลึกอยู่ในใจผู้คนบางกลุ่ม
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในเดือน “พฤษภาคม” จึงพัวพันอยู่กับทั้ง “มรดก” ที่จับต้องได้ชัดเจน และ “ความทรงจำ” ในความคิดจิตใจคน ซึ่งตรวจสอบ/ควบคุม/ประเมินพลังได้ยาก ไม่ว่าจะใช้อำนาจขนาดไหน
ยังไม่มีใครรู้หรอกว่าสังคมจะจดจำ คสช. อย่างไรบ้าง? (แต่แน่นอน ความทรงจำส่วนนี้คงไม่ได้มีลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน)
และไม่มีใครแน่ใจว่าความทรงจำจากเดือนพฤษภาคม 2553 จะยังมีพลังอยู่หรือไม่? มากน้อยแค่ไหน?
ขณะเดียวกัน ความทรงจำก็อาจถูกแปรเปลี่ยนเป็นการกระทำทางการเมืองหลากหลายรูปแบบ ภายใต้อุดมการณ์อันผิดแผกแตกต่าง ดังที่เกิดขึ้นกับบรรดาผู้เข้าร่วมเคลื่อนไหวในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535
เราไม่อาจรู้ชัดได้เช่นกันว่าในอนาคต ความทรงจำเกี่ยวกับเดือนพฤษภาคม 2553 และเดือนพฤษภาคม 2557 จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นการกระทำหรือความเคลื่อนไหวแบบใด? ท่ามกลางบริบทแบบไหน?
และจะส่งผลอย่างไรต่อมรดกรูปธรรมที่ คสช.พยายามก่อร่างสร้างเอาไว้?
ปราปต์ บุนปาน

