วันที่ 22 พฤษภาคมปีนี้ กระแสรำลึกครบรอบยึดอำนาจรัฐบาลพรรคเพื่อไทยดังกระหึ่มกว่าทุกปี
ความดังเกิดขึ้นเพราะ คสช.ยังคงเข้มในการบังคับใช้กฎหมาย
กฎหมายที่ส่วนใหญ่เป็นคำสั่งที่ตัวเองร่างขึ้นมา
ความดังแรกเกิดขึ้นหลังจากแกนนำพรรคเพื่อไทยตั้งโต๊ะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล 4 ปี
ผลลัพธ์จากการทำเช่นนั้นคือ การต้องคดีตามที่ คสช.แจ้งจับ
การแจ้งจับแม้ฝ่ายรัฐบาลจะมองว่าทำตามกฎหมาย แต่อีกฝ่ายไม่ได้มองเช่นนั้น
เหตุผลสำคัญเป็นเพราะกฎหมายที่ว่าส่วนใหญ่ คสช.ร่างขึ้นมา
อีกเรื่องคือความเคลื่อนไหวของกลุ่มอยากเลือกตั้ง
วันที่ 21 พฤษภาคม แกนนำกลุ่มอยากเลือกตั้งนัดรวมตัวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 22 พฤษภาคม มีกำหนดเคลื่อนไปทำเนียบ
แต่เมื่อทางเจ้าหน้าที่เข้มงวด สั่งห้ามเคลื่อนออกมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ตั้งใจจะกำหนดเขตปลอดม็อบรอบทำเนียบรัฐบาล และบอกข่าวร้ายว่า จะมีกลุ่มป่วนมาก่อการ
เท่านั้นเองข้อสงสัยถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ก็ดังกระหึ่ม
ทุกคนเหลียวฟัง และสนใจว่าประเทศไทยกำลังจะเกิดอะไรขึ้น
แล้วก็รู้ว่า วันที่ 22 พฤษภาคม เป็นวันที่ คสช.รัฐประหาร
นั่นคือความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อท่าทีของ คสช.
ทีนี้ลองมาดูความคืบหน้าด้านการปฏิรูปการเมือง ซึ่งน่าจะเป็นจุดไฮไลต์หนึ่งของ คสช.
สอบถามทราบว่า หลัง คสช.ยึดอำนาจ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อปฏิรูปการเมือง
สรุปแนวทางปฏิรูปการเมืองได้ ดังนี้
1.ให้ประชาชนเป็นสมาชิกพรรคการเมืองโดยสมัครใจ
2.พรรคการเมืองต้องมีบทบาทและมีกิจกรรมเคลื่อนไหวที่จูงใจประชาชนให้เข้ามามีบทบาทร่วมกับพรรคการเมือง
3.สมาชิกพรรคการเมืองระดับบริหาร ต้องประพฤติตนมีเกียรติ เป็นแบบอย่าง ค่านิยม และทัศนคติที่ดี
4.พรรคการเมืองต้องมีกระบวนการให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมและมีบทบาท มีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
และคัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถ ที่ซื่อสัตย์และมีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อไปเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม
5.การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้สมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งเป็นผู้คัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขต ด้วยวิธีการเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารีโหวต เพื่อเป็นการคัดกรองและได้รับการยอมรับจากสมาชิกในแต่ละเขตเลือกตั้ง ก่อนนำเสนอให้คณะกรรมการบริหารพรรคส่วนกลางพิจารณา
ทั้งหมดนี้นำไปสู่การเซตซีโร่สมาชิกพรรค คือ ให้ประชาชนคนไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ กันใหม่
และนำไปสู่การร่างกฎระเบียบข้อบังคับอื่นๆ ที่บีบรัดคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นอกจากนี้ยังเป็นที่มาของระบบไพรมารีโหวต
ไพรมารีโหวตจึงเป็นหัวใจการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ด้วย
ดังนั้น กระแสข่าวที่ว่าจะให้เว้นไพรมารีโหวตออกไปก่อน คงต้องหวนมาดูการปฏิรูปการเมือง
ดูว่าถ้าเว้นไพรมารีโหวตไปแล้ว
จะเท่ากับเว้นปฏิรูปการเมืองออกไปด้วยหรือไม่
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

