ข้อสังเกตของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อกรณีที่ “คสช.”ออกแอ็คชั่นกับการแถลงข่าว ผลงาน 4 ปีของรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทยที่ว่า
หาก “ชม” จะมีการ “แจ้งความ”หรือไม่
สะท้อนไม่เพียง 1 ฐานความคิด “คสช.” ฐานความคิด”รัฐบาล” หากแต่ 1 ซึ่งสำคัญเป็นอย่างมากทำให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามายืนอยู่ในมุมเดียวกันกับพรรคเพื่อไทย
คำถามก็คือ ใครทำให้เกิด “สถานการณ์” เช่นนี้ขึ้น
เหมือนกับเรื่องนี้เป็นการสนอง “นาย” แต่อย่าลืมว่าฐานที่มาของ”ข้อกล่าวหา”เป็นอย่างไร ไม่ว่าคำสั่งคสช.ฉบับที่ 57/2557 ไม่ว่าคำสั่งคสช.ฉบับที่ 3/2558 มีความเป็นมาอย่างไร
นั่นแหละคือปัจจัย นั่นแหละคือคำตอบที่แท้จริง
ความเห็น “ร่วม”ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยมิได้อยู่ที่ปฏิบัติการของ “คสช.”ในวาระ 4 ปีของรัฐบาล 4 ปีของการรัฐประหารเท่านั้น
หากแต่มีหลายประเด็นที่ก่อให้เกิดขึ้น
ถามว่าต่อ “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” มีความเห็น “ร่วม”ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่
ตอบได้เลยว่า มี
มิใช่มีในตอนที่ประกาศและบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2560 ตรงกันข้าม มีตั้งแต่เริ่ม”ยกร่าง” ไม่ว่าในยุค นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ ไม่ว่าในยุค นายมีชัย ฤชุพันธุ์
ยิ่งในกรณี”พรป.”หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ยิ่งเป็นเอกภาพ
เหมือนกับต่อกรณีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560
จากนี้จึงเห็นได้ว่า บทบาทและปฏิบัติการของคสช.และรัฐบาลต่างหากที่เชื่อมร้อยพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยให้มีความรู้สึก “ร่วม”
ถึงไม่ประกาศตัวเป็น”พันธมิตร”ก็เป็นพันธมิตรอยู่แล้ว
เมื่อใดที่โรดแมป”การเลือกตั้ง”เดินทางมาถึง “คสช.”และพรรคคสช.ก็จะรับรู้ว่าการก่อศัตรูกับ 2 พรรคการเมืองใหญ่จะเป็นอย่างไร
ทุกอย่างเป็นไปตามหลัก “กรรมใด ใครก่อ”โดยแท้
นั่นก็คือ “พรรคคสช.”จะกลายเป็นตำบลกระสุนตกอันมาจากทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยโดยพร้อมเพรียงกัน

