ถามว่าการที่คสช.และรัฐบาลนำเอามาตรการ”เข้ม”ออกมาจัดการ กับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง”เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม เป้าหมายแท้ จริงคืออะไร
คำตอบแจ่มชัด คือ ต้องการให้”จบ”
การกำหนดยุทธวิธีตั้งแถวสกัดตั้งแต่หน้ามหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ก็เพื่อมิให้ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง”สามารถขยับขับเคลื่อนได้ ไม่เหมือนกับที่เคยเคลื่อนไปยังหน้ากองบัญชาการกองทัพบก
และเมื่อผลลงเอยด้วยการมอบตัวของ”แกนนำ”
คำถามอันตามมาก็คือ สถานการณ์อันมาจาก”กลุ่มคนอยาก เลือกตั้ง” จบลงหรือไม่
ตอบได้เลยว่า ยัง ยังไม่จบ
เพราะว่าการสลายการชุมนุมและเดินเข้ามอบตัวไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่ของ สน.ชนะสงครามเท่านั้น หากแต่ยังเกิดขึ้นในพื้นที่ของ สน.พญาไท
บริเวณสะพานมัฆวาน หน้าสำนักงานขององค์การสหประชา ชาติ
ท่ามกลางสายตา”ผู้สื่อข่าว” เป็น “ร้อย”
และเมื่อมีความพยายามตั้งข้อหาตั้งแต่ผิดพรบ.จราจรทางบก เรื่อยไปจนถึงขัดคำสั่งคสช. และประมวลกฎหมายอาญา มาต รา 116
เป็นการกระทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
แทนที่ผู้ถูกกล่าวหาจะหวาดเกรงระยอบย่อกลับชู 3 นิ้วพร้อมกับเปล่งคำขวัญดังกึกก้อง
การชุมนุมจึงย้ายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาอยู่ในพื้นที่บริเวณหน้าสน. มีการพับนกกระดาษ มีการจุดเทียนพร้อมกับข้อเรียกร้อง
”หยุดจองจำนักโทษทางความคิด เขาไม่ผิดแค่คิดต่าง”
มาตรการ “เข้ม” ในวันที่ 22 พฤษภาคม ต้องการจบเรื่อง ปิดเกม อย่างฉับพลันทันใด
แต่ก็เข้าข่าย “รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ”
แทนที่การชุมนุมของ”กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง”จะจบ ตรงกันข้าม กลับแผ่ขยายและกลายเป็น “กระแส”ขึ้นมาในสังคม ราวกับไฟลามทุ่ง
กระแส”อยากเลือกตั้ง” กระแสต้าน”การจับกุม”

