‘วิษณุ’ เผยต่างชาติเตือนไทยระวัง ‘บิตคอยน์’ เอื้อทุจริตซื้อขายเสียงช่วงเลือกตั้ง

24.05.18 | 14:35 น.

“วิษณุ” เผยต่างชาติเตือนไทยระวัง “บิตคอยน์” เอื้อ ฟอกเงิน-ทุจริตช่วงเลือกตั้ง ระบุ รบ.เร่งอบรม จนท.-ออกพ.ร.ก.คุมเงินดิจิทัลป้องกัน


เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 พฤษภาคม ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนาและปาฐกถาพิเศษ Symposium Thailand 4.0 “Fintech & Cryptocurrency vs. Law Enforcement” ซึ่งจัดโดยคณะนิติศาสตร์ มูลนิธินิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนายวิษณุกล่าวตอนหนึ่งว่า เรื่องคริปโทเคอร์เรนซี ฟินเทค และสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งตอนที่พิจารณากฎหมายคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องใช้เวลาศึกษาทำความเข้าใจมากพอสมควร เพราะลักษณะของคริปโทเคอร์เรนซีหรือสินทรัพย์ดิจิทัลไม่มีลักษณะทางกายภาพ อาจทำให้เกิดโจรกรรม การทุจริต หรือการหลอกลวงให้คนเอาเงินจริงมาลง เหมือนกรณีแชร์แม่ชม้อย นอกจากนี้ รัฐบาลได้รับรายงานจากต่างประเทศแจ้งเตือนว่าต้องระมัดระวัง มิฉะนั้นประเทศไทยจะเป็นสวรรค์แห่งการฟอกเงิน อาจมีเรื่องของการก่อการร้ายข้ามชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจมีผู้นำเงินจากการทำผิดกฎหมายเข้าลงทุนผ่านบิตคอยน์เพื่อฟอกเงิน และเขาทราบว่าประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้ง จึงเตือนมาด้วยว่าขอให้ไทยระวังว่าอาจมีการใช้เงินอย่างสะพัดในการซื้อสิทธิขายเสียง ทุจริตการเลือกตั้งด้วยการลงทุนบิตคอยน์ได้เช่นกัน ดังนั้น รัฐบาลอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องรีบหาทางป้องกัน จึงมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมไปศึกษา ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลังที่ได้ศึกษาเรื่องนี้เตรียมไว้ก่อนแล้ว ส่วนมาตรการการควบคุมก็ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ไปศึกษาและส่งข้อมูลเข้ามา จนในที่สุดนำไปสู่การจัดทำเป็นกฎหมาย โดยให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้ยกร่าง ซึ่งเดิมคิดว่าจะทำเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่ต้องใช้เวลานาน 1 ปี ทั้งนี้ ได้มีผู้เสนอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แต่ตนคัดค้าน เพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องใหม่ ถ้าใช้มาตรา 44 แม้จะทำได้เร็ว แต่ถ้าพลาดจะเกิดความเสียหาย และอาจขาดความเชื่อมโยงกับรัฐสภา ดังนั้น จึงได้เลือกใช้การทำเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โดยเมื่อ ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก.แล้ว นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยไม่ต้องส่งให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน แต่เมื่อเริ่มประกาศใช้แล้ว ต้องส่งไปให้ สนช.เห็นชอบรับรอง ซึ่งถ้า สนช.ไม่เห็นชอบ กฎหมายนั้นก็จะคงตกไป แต่ตอนนี้ สนช.รับรองแล้ว แต่มีให้ข้อสังเกต และหลังจาก พ.ร.ก.ดังกล่าวออกมาใช้แล้ว ก.ล.ต.จะออกกฎหมายลูกตามมา

นายวิษณุกล่าวอีกว่า รัฐบาลมองว่าคริปโทเคอร์เรนซี ฟินเทค และสินทรัพย์ดิจิทัลมีทั้งประโยชน์และโทษ ถ้าใช้อย่างระมัดระวัง รัฐบาลมีกลไกดูแล แต่จะไม่มีการคัดค้านการเล่นคริปโทเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัล เพียงแต่ขอให้ผู้เล่นรู้ทันกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงจุดหนึ่ง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ทั้ง พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจทรัพย์สินดิจิทัล และ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2561 เพื่อการจัดเก็บภาษีรายได้และเงินปันผลที่เกิดจากการลงทุนเงินสกุลดิจิทัล ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อให้ทันสถานการณ์ และไม่เป็นอุปสรรคกับเทคโนโลยี รวมถึงต้องมีการควบคุมและมีบทลงโทษผู้กระทำผิด อีกทั้งจะต้องนำกฎหมายเหล่านี้จัดทำเป็น พ.ร.บ.ให้ได้กฎหมายที่ความสมบูรณ์มากขึ้น สำหรับสิ่งที่รัฐบาลทำได้ตอนนี้คือให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ก่อน โดยกรมบังคับคดีเตรียมการจัดอบรมเรื่องการเข้ายึดบิตคอยน์ ขณะที่ ธปท.และ ก.ล.ต.ก็ขับเคลื่อนการเตรียมการแล้ว เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมีความสมบูรณ์

จากนั้น นายวิษณุให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ระบุว่าต่างประเทศแจ้งเตือนทางการไทยให้ระวังเรื่องการใช้เงินดิจิทัลเพื่อการฟอกเงินว่า เขาเตือนมาเป็นภาพรวม เช่น การฟอกเงินเรื่องการก่อการร้าย การฟอกเงินเพื่อการค้ามนุษย์ การซื้อขายยาเสพติด และการฟอกเงินเพื่อใช้ในทางการเมือง ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ถึงเวลาเข้าไปตรวจสอบในเชิงลึก แต่กฎหมายที่รัฐบาลเพิ่งออกมาจะทำให้คนที่คิดจะกระโดดลงไปลงทุนเกิดความตื่นตัว เพราะมีกฎหมายเข้าไปควบคุม และสามารถตรวจสอบได้ว่าบริษัทนั้นได้ซื้อขายถูกจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งรัฐจะเป็นผู้ควบคุมมากกว่าไปไล่จับ ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเงินดิจิตัล อย่างเช่น การทำเหมืองขุดเงินดิจิทัลนั้น จะต้องติดตามดูกันต่อไป ถ้ากฎหมายไม่พอ เราก็ต้องออกกฎหมายเพิ่ม อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนธุรกิจกลุ่มธุรกิจเงินดิจิทัลแม้จะยังจดทะเบียนด้วยกฎหมายเดิมอยู่ แต่เรื่องนี้อาจไม่จำเป็นต้องออกฎหมายเพิ่ม ใช้กฎหมายปกติก็พอ

Advertisement