หลังจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตพระพุทธะอิสระ ผู้ต้องข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร และแอบอ้างใช้พระปรมาภิไธยจัดสร้างพระเครื่องว่า การที่ตำรวจนำกำลังเข้าจู่โจมจับกุมอดีตพระพุทธะอิสระ หรือนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้กล่าวขอโทษผ่านโฆษกรัฐบาลและโฆษกกลาโหม โดยกล่าวด้วยว่า ได้ตักเตือนตำรวจมิให้กระทำเช่นนี้อีก
คำถามเกิดขึ้นทันทีว่าการขอโทษของนายกฯ และรองนายกฯ อาจจะทำให้การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ยากลำบากขึ้นหรือไม่ และสะท้อนว่า บุคคลสำคัญในรัฐบาลต่างเคารพเลื่อมใสอดีตพระรูปนี้มาก่อน จะมีผลเบี่ยงเบนผลการสอบสวนหรือไม่ เพราะอย่างน้อยที่สุด อดีตพระรูปนี้กระทำการตามข้อกล่าวหามาตั้งแต่ปี 2557 แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ เพิ่งเข้าจับกุมเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ชี้ถึงสภาพความจริงดังกล่าวอยู่ระดับหนึ่งแล้ว คำถามนี้ไม่สามารถตอบปฏิเสธได้ด้วยคำพูด แต่จะต้องมีการแสดงออกที่ชัดเจนด้วย
นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้สังคมตั้งข้อกังขาว่ามีความสนิทกัน การที่ตำรวจเข้าจับกุมผู้ถูกกล่าวหาเป็นไปตามกระบวนการปกติ เพราะผู้ถูกกล่าวหามีคนคุ้มกันและอาวุธ ตำรวจจึงต้องมีอาวุธ หากส่งตำรวจเข้าไปไม่กี่นายพร้อมกับหมายศาล อาจจับกุมไม่ได้ หากเทียบเคียงกับกรณีกลุ่มคนเสื้อแดง หลายคนถูกจับด้วยวิธีการที่หนักกว่านี้ ทั้งถูกมัดมือ มัดเท้า เอาถุงคลุมหัว ส่วนนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดงถูกกระทำทั้งจากตำรวจและทหารหนักกว่านี้อีก หาก พล.อ.ประยุทธ์ปฏิบัติกับทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ออกมาขอโทษแต่กับคนที่ตัวเองเคารพเพียงฝ่ายเดียวก็จะเป็นเรื่องที่ดีกว่า
ดังนั้นรัฐบาลควรดูแลให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการในมาตรฐานเดียวกัน ตามสภาพของความผิด ไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นใครก็ตาม ก็ล้วนถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ การให้สิทธิพิเศษ เกรงอกเกรงใจบุคคลอยู่กลุ่มเดียว แต่ใช้วิธีการที่รุนแรงมากกว่า จนถึงขั้นเข้าข่ายละเมิดสิทธิกับอีกกลุ่ม โดยไม่เคยมีคำขอโทษใดๆ ก็คือสิ่งที่เรียกกันว่าสองมาตรฐาน อันเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังปฏิรูปไม่ได้แก้ไขไม่เสร็จอยู่จนขณะนี้ และเป็นต้นตอของปัญหาความแตกแยก ทำให้สังคมไทยยังปรองดองกันไม่ได้จนบัดนี้

