หน้าแรก การเมือง 15 วลีเด็ด “ด...

15 วลีเด็ด “ดอน ปรมัตถ์วินัย” โต้ตปท.-แจงความชอบธรรมรัฐประหาร ตลอด 4ปี

1.06.18 | 14:00 น.

เป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ยามเช้าวันนี้ โดยเฉพาะในออนไลน์ หลายสำนักข่าวใช้คำว่า “ช็อก”กรณีที่ประชุม กกต.มีมติเสียงข้างมากเห็นว่า ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคู่สมรสถือครองหุ้นในธุรกิจอยู่เกินกว่า 5% แล้วไม่แจ้ง ป.ป.ช.ภายในเวลาที่กำหนด จนอาจเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 โดย กกต. อยู่ระหว่างการดำเนินการยกร่างคำร้องเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ทั้งนี้ ต้องนับว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบัน มีบทบาทสำคัญอย่างมากในคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลคสช. โดยเฉพาะบทบาทในทางการเมือง

ว่าด้วยเรื่องประสบการณ์ “ดอน” เป็นนักการทูตรุ่นเก๋า เคยเป็นอดีตอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพยุโรป และในอีกหลายประเทศ ถ้าพูดถึงเรื่องการเมือง ต้องบอกว่าอยู่ในระดับเชี่ยวชาญในการตอบโต้ 

เพราะคสช.เป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ เป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่ผิดปกติจากระบบสากล ตรรกะ และการอธิบายความชอบธรรมของการยึดอำนาจ จึงเป็นเรื่องสำคัญ และ “ดอน” ทำได้ดี จนได้รับความไว้ใจนั่งเก้าอี้เป็นผู้คุมกระทรวง นับถึงวันนี้ ก็เข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่มีอำนาจ

ตลอด 4 ปี ในรัฐบาลคสช. “ดอน” ดำรงตำแหน่ง จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สู่เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ดอนมีผลงานโดดเด่นในทางการเมือง โดยเฉพาะการตอบโต้ทางการเมืองกับจุดยืนของประเทศในโลกตะวันตกที่แสดงจุดยืนกดดันและวิจารณ์การเมืองไทย  

Advertisement

ทีมข่าวการเมือง ขอพาผู้อ่านย้อนไปดูคำพูดเด็ดๆ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านนี้

 

21 กันยายน 2557 /  ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีต่างประเทศหลังไทยมีรัฐบาลใหม่

“เป็นธรรมชาติในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ คนที่เคยไม่ดีในวันนี้ก็จะดีในวันหน้า แน่นอนว่าสายตานานาประเทศอาจบอกว่า การล้มรัฐบาลประชาธิปไตยไม่เป็นประชาธิปไตย เหมือนกับพูดว่าเราต้องใช้แอนตี้ไบโอติก (ยาปฏิชีวนะ) อยู่ตลอด แต่เรามีสมุนไพรซึ่งเราใช้มาหลายยุคหลายสมัยในการแก้ไขความเจ็บป่วยของเรา ถ้าเราใช้ในสิ่งที่เรารู้ว่าสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยของเราได้ เพราะเราทำมาแล้วในอดีตและรู้ว่ามันได้ผล นานาประเทศคงเข้าใจว่าการเดินไปสู่ปลายทางไม่จำเป็นต้องไปทางเดียวกัน แต่มีหลายวิธีการ”

 

16 ธันวาคม 2557  / ให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงต่อทางการสหรัฐอเมริกาว่า ไทยไม่มีคุกลับตามคำอ้างของสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐอเมริกา (ซีไอเอ)

“ฝ่ายไทยยังไม่จำเป็นต้องทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการถึงฝ่ายสหรัฐ เพราะเป็นข่าวที่เกิดจากการตีความจากการแถลงของวุฒิสมาชิกสหรัฐ นอกจากนี้ รายงานใดๆ ของฝ่ายสหรัฐก็ไม่ได้ถือว่าต้องมีความถูกต้องทั้งหมด ผมในฐานะที่เคยเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐ รับรู้ว่ามีหลายสิ่งที่แม้อยู่ในเอกสารทางราชการของเขา แต่ก็มีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้อง และเรื่องนี้น่าจะเป็นฝ่ายสหรัฐฯที่ต้องมาขอโทษ”

 

25 ธันวาคม 2557 /  ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ กรณีข่าวว่าโฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ออกมาติงว่าการเลื่อนเลือกตั้งเป็นปี2559 เป็นสิ่งที่ไม่ฉลาด และไร้เหตุผล

“ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข่าวว่าฝ่ายสหรัฐมีการให้สัมภาษณ์ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเช่นนั้นจริงหรือไม่ อย่างไรก็ดี ในหลักการแล้วเห็นว่าใครก็ตามที่พูดคำว่าไม่ฉลาด ก็เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเช่นกัน”

 

29 มกราคม 2558 / ตอบคำถามหลังกรณีสหรัฐอเมริกาจี้ไทยยกเลิกอัยการศึก

“ที่จริงไม่มีใครรู้สึกว่ามีกฎอัยการศึกอยู่ มีแต่ตัวหนังสือ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีผลกระทบอะไรเลย นอกจากผู้ที่มีเจตนาไม่ดีหรือสร้างปัญหาความมั่นคง ซึ่งถือว่าจำนวนน้อยมาก  ถ้าอยากให้เราเลิก อยากให้ยุติ หากมีเหตุการณ์ใครจะรับผิดชอบ ท่านรับผิดชอบได้หรือไม่ อยากจะให้เลิกแล้วเราตามใจ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นวุ่นวาย ผู้เรียกร้องหรือใครจะรับผิดชอบ”

 

30 มกราคม 2558 / กล่าวถึงกรณีที่เลขานุการทูตและเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองของสหรัฐอเมริกา ลงพื้นที่พบแนวร่วมคนเสื้อแดงในภาคอีสาน

“เรื่องนี้เป็นเรื่องในบ้านเรา ผู้ที่มีมารยาทโดยทั่วไปก็คงอยากจะเห็นเพื่อนของเราเหมือนกับเรา เวลาที่เราไปประเทศอื่นก็จะไม่ไปยุ่งกับเรื่องราวบ้านเมืองเขา เพราะเรามีงานอื่นให้ทำอีกจำนวนมาก แม้สหรัฐฯยังไม่เข้าใจเรา แต่จะไม่ส่งผลให้การทำงานสะดุด”

 

4 กันยายน 2558 / ความเห็นกรณี องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งออกแถลงการณ์กดดันไทยอย่างต่อเนื่อง ใน สัมภาษณ์พิเศษ : “ดอน ปรมัตถ์วินัย” เปิดบทเรียนนอกตำราชี้ชะตาประเทศไทย  มติชนสุดสัปดาห์

“เราอย่าเป็นจำเลยต่อสังคมโลก สิ่งที่เราทำคือสิ่งดีของประเทศชาติ ถ้าเรามัวแต่คิดว่าจะต้องไปชี้แจงก็จะตกเป็นจำเลยไปโดยปริยาย  อย่างแอมเนสตี้ ยูเอ็น ก่อนที่ผมจะเข้าร่วมรัฐบาลก็รู้จักคนเหล่านี้ การออกแถลงการณ์ถือเป็นงานของเขา เขาไม่ได้ดื่มด่ำอะไรด้วยหรอก งานของเขาคือต้องเรียกร้องก็เรียกร้องไปตามนั้น หัวใจของเขาก็เป็นคนธรรมดา บางครั้งพวกเขาก็ถูกกระตุ้นให้ออกมา บางคนที่อยู่ในแวดวงเดียวกันมีความเข้าใจในความเป็นจริง”   

 

13 กันยายน 2558 / ให้สัมภาษณ์พิเศษ’มติชน’ เมื่อถามว่ามุมมองของตะวันตกต่อรัฐบาลทหารของไทยขณะนี้เป็นอย่างไร

“ถ้ารู้จักทุกคนในรัฐบาล จะรู้ว่าไม่มีใครอยากยึดโยงอำนาจ เรารู้ว่าเวลาของการทำงานมีจำกัด ใจทุกดวงมุ่งในการดูแลประเทศให้เกิดความมั่นคง และวางรากฐานในการปฏิรูปประเทศ รัฐบาลไม่ได้เข้ามาลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ขณะที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนมาก มีความโปร่งใส ไม่ได้คิดหาประโยชน์ต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ ต่างกันสิ้นเชิงกับสิ่งที่เราเคยได้ยินตามทฤษฎีของการยึดอำนาจ ดังนั้นต้องคิดว่าประเทศไทยโชคดี”

 

16 กันยายน 2558/ กล่าวถึงกรณีรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนของฮิวแมนไรท์วอทช์ที่นำเสนอการละเมิดสิทธิในไทย

“รายงานก็มีข้อถูกบ้างผิดบ้าง หลายกรณีต้องตีความ เพราะไม่สามารถเหมารวมทั้งประเทศว่าเป็นเช่นนั้นได้ ซึ่งกรณีที่เกิดในไทย มีคนตั้งใจทำผิด ไม่สนใจกฎระเบียบ พยายามฝ่าฝืนจึงจำเป็นต้องเชิญมาพูดจากัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ การใช้กฎหมายในเมืองไทยไม่เหมือนที่อื่น แม้กฎหมายจะห้ามไว้ แต่คนทั่วไปก็ยังสามารถแสดงความเห็นทางการเมืองอยู่ตลอด จะเห็นได้จากการนำเสนอข่าวของสื่อไทย ที่มีเสรีภาพการนำเสนอเต็มที่ ทุกคนไม่รู้สึกว่าการนำเสนอมีข้อกำจัดเรื่องเสรีภาพเลย”

 

17 กันยายน 2558  / กล่าวชี้แจงต่อคณะทูตานุทูต 66 ประเทศถึงโรดแมปและกระบวนทางการเมืองไทย

“ไม่ได้มีปัญหาเลย สื่อไทย ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ดังเห็นได้จาก ข่าวหน้าหนึ่ง ข่าวพาดหัว”

 

3 ธันวาคม 2558 /  ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับเอกอัครราชทูตจากประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) 18 ประเทศ และ 1 องค์กรระหว่างประเทศคืออียู นานกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง

“ส่วนในเรื่องการเมืองได้พูดถึงการเปิดโอกาสให้มีเสรีภาพทางความคิด การให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม ซึ่งได้ย้ำว่าไทยยังคงให้โอกาสในการแสดงความเห็น ประเทศไทยไม่เคยเปลี่ยน รัฐบาลทหารที่เกิดในไทยแตกต่างจากในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ไม่มีประเทศไหนที่รัฐบาลรัฐประหารปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ จึงอยากให้รับรู้และตระหนักในเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

 

16 พฤษภาคม 2559 /  ให้สัมภาษณ์กรณีนายกลิน เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

“เขาไม่มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเมืองไทยมาก่อนเลย เป็นเรื่องธรรมดาต้องมาเรียนรู้ ต้องใช้เวลาหน่อย ไม่อยากให้ไปติดใจอะไรมาก เชื่อว่าอีกสักพักเรื่องจะเบาบางลงและคนไทยคงไม่เกิดความรู้สึกสะสมกับการกระทำของทูตสหรัฐ”  และ “ถ้ามืออาชีพ เขาจะไม่ทำอย่างนั้น แต่ที่ผมไม่ไปแย่งไมค์ เพราะถือว่าเรามีประสบการณ์กับเหตุการณ์ประเภทนี้”

 

3 กรกฎาคม 2559 / ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเดินทางไปชี้แจงกับเลขาธิการยูเอ็นของคณะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี

“เลขาธิการยูเอ็นไม่ได้ตั้งใจจะมาสอบถามอะไร แต่มันมีการไปพยายามผลักดันให้ข่าว เราเลยต้องไปเล่าข้อเท็จจริงให้เขาฟัง  ก็ไปเล่าให้เขาฟังว่าไทยเป็นอย่างไร ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างรัฐบาลรัฐประหารที่ปรากฏตามตำรา สื่อของเรายังคงมีเสรีภาพ ประชาชนไทย 60 กว่าล้านก็ไม่มีใครบ่นเรื่องนี้ เว้นแต่มากสุด 50 คนที่วนเวียนมาบ่นให้ฟัง ก็หวังว่าจะทำให้เขาเห็นในสิ่งที่เขาไม่ค่อยเชื่อ”

 

2 มีนาคม 2561 / ตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุม ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทยหรือไม่

“ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความเห็น แต่ก็ต้องคำนึงถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น และไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ผู้ใดหรือคนกลุ่มใหญ่ หรือสร้างความระส่ำระสายในสังคมเพียงเพราะการกระทำของคนกลุ่มเล็ก สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เช็คเปล่าที่ใครจะนำไปใช้ทำอะไรก็ได้”

 

24 เมษายน 2561 / กล่าวถึงกรณีที่ทางการสหรัฐฯ แถลงรายงานด้านสิทธิมนุษยชน พบไทยยังมีการคุกคามสิทธิเสรีภาพอย่างมาก

“ในรายงานก็จะมีทั้งแง่บวกและลบ แต่ที่ดีขึ้นคือ ในการแถลงนั้น ไม่มีการพูดถึง หรือพูดถึงปัญหาน้อยมาก นั่นจึงแปลว่าไม่มีปัญหาหรือปัญหาน้อย จนไม่ต้องนำมาพูดในเวที แม้ในรายงานจะมีเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายในไทย การควบคุมตัวผู้เห็นต่าง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนที่เราไม่ต้องไปอ่านโดยละเอียด แต่เราจะดูที่คำแถลงว่าเขาหยิบเรื่องใดมาพูดบ้าง เรื่องนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการกดดันรัฐบาลไทย”

 

29 เมษายน 2561 / กล่าวภายหลังเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 ที่ประเทศสิงคโปร์

“แม้ขณะนี้จะมีรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร แต่ก็ต่างจากหลายประเทศ ที่ไม่มีทหารคอยยืนเฝ้าระวังหรือสังเกตการณ์ และหลายปีที่ผ่านมา แนวโน้มด้านต่างๆของไทยก็ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งต่างจากทฤษฎีการเมืองที่อยู่ในตำรา ซึ่งมักจะพูดถึงความตึงเครียดของรัฐบาลรัฐประหาร”