เป็นธรรมดาอยู่เอง เมื่อรัฐบาลบริหารประเทศล่วง 4 ปีขึ้นไป จะถูกประชาชนนึกทบทวนว่าทำอะไรให้เป็นผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนบ้าง
การเมืองที่หยุดการพัฒนาเนื่องจากความขัดแย้งที่ขยายสู่ความแตกแยก นำมาซึ่งการทะเลาะกันด้วยท่าทีรุนแรง หลังจากใช้อำนาจกดดันให้อยู่ในความสงบแล้ว มีมาตรการที่ก่อให้เกิดผลในทางที่ทำให้ลดความขัดแย้งลงบ้างหรือไม่
ในทางเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน ค่าครองชีพ การทำมาหากินที่แนวโน้มหารายได้ได้ดีขึ้น หรือฝืดเคืองลง
ในทางสังคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การดูแลสุขภาพ และการสร้างเสริมคุณภาพชีวิต โอกาสทางการศึกษา การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลดีขึ้นหรือเลวลง
รื่องราวเหล่านี้ ไม่ต้องให้ใครเป็นคนตอบ ประชาชนทุกคนรู้ได้ด้วยตัวเอง
ไม่เพียงรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตเท่านั้น แต่รู้ในแบบเปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่เรียกว่า “เผด็จการ” กับรัฐบาลภายในประชาธิปไตยอันให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชนในการแสดงความคิดความเห็นนั้น
ชีวิตความเป็นอยู่ในรัฐบาลแบบไหนดีกว่ากัน
และคำตอบที่อยู่ในใจของแต่ละคนนั้น เป็นชัดเจนว่าคำแถลง หรือโชว์ผลงานใดๆ
ดังนั้นสำหรับภารกิจของรัฐบาลชุดนี้ที่ใช้เป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจคือ “ปฏิรูปประเทศ” ซึ่งจะมี
การประชุมใหญ่และจัดนิทรรศการแสดงผลงานที่ “เซ็นทรัลเวิลด์” ในขณะนี้ การทำให้ประชาชนเชื่อในสิ่งที่พยายามแสดงให้เห็น มีภาระที่จะต้องปะทะกับความรู้สึกนึกคิดของผู้คนอันเกิดขึ้นจากความเป็นจริงในชีวิตประจำวันอยู่ไม่น้อย
มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือมีความคิดว่าจะถือเอา “การออกกฎหมาย” ในยุครัฐบาล คสช.เป็นผลงานเด่นด้านการปฏิรูป
จะแสดงให้เห็นว่า “กฎหมายใดที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งออกไม่ได้ สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด”
ก่อนหน้านั้นเคยมีการแถลงโชว์ผลงานเปรียบเทียบว่า “รัฐสภาในยุครัฐบาลจากการเลือกตั้งออกกฎหมายแค่ปีละ 20 ฉบับ ขณะที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ในยุครัฐบาล คสช.ออกกฎหมายถึงปีละกว่า 110 ฉบับ”
การออกกฎหมายได้มากเป็นความสามารถที่เหนือกว่าของ
การปกครองในยุคเผด็จการ
น่าสนใจตรงที่ว่าการออกกฎหมายได้มากเป็นประโยชน์กับประชาชนจริงหรือไม่ เป็นการคิดเองเออเองว่าปริมาณการออกกฎหมายที่มากกว่าย่อมเป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่า
ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ในโลกของประชาธิปไตย
“สิทธิ เสรีภาพของประชาชน” เป็นสิ่งที่ผู้บริหารประเทศจะต้องทำให้เกิดขึ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นหลักการของการออกกฎหมายคือ ออกเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น
และต้องเป็นกฎหมายที่สอดคล้องการอยู่ร่วมกันอย่างมี “ความเป็นธรรมเป็นหลักการ”
การออกกฎหมายที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งได้รับประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนกลุ่มอื่นเป็นเรื่องที่ “รัฐบาลที่ยืนอยู่ในหลักคิดประชาธิปไตย” ไม่ทำกัน
เพราะแก่นความคิดหลักในการบริหารประเทศคือ เชื่อมั่นว่าประชาชนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุขโดยไม่ต้องมีใครบังคับ
การออกกฎหมายจึงเป็นเรื่องของข้อยกเว้น ไม่ใช่เรื่องหลัก
แต่สำหรับอำนาจเผด็จการนั้น ย่อมเป็นธรรมดาที่คิดถึงการควบคุมบังคับด้วยอำนาจเป็นหลัก การให้สิทธิเสรีภาพที่สานสัมพันธ์กันเองกลายเป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจมองไม่เห็นว่าจะทำให้เกิดความสุขสงบอย่างไร
ด้วยความแตกต่างทางความคิดเช่นนี้ ทำให้รัฐสภา อันหมายถึง สนช.เห็นการออกกฎหมายเป็นผลงาน
ขณะที่รัฐบาลในนามของสภาผู้แทนราษฎรเห็นการฟังเสียงประชาชนเป็นผลงาน
กฎหมายที่ไม่ได้ฟังเสียงประชาชนอย่างรอบด้าน จะได้ผลเพียงแต่ทำให้ผู้ปกครองประเทศมีเครื่องมือที่จะใช้อำนาจบังคับประชาชนได้มากขึ้นเท่านั้น
ไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างจัดความสัมพันธ์ไปตามความเป็นจริงของปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ก่อนหน้านั้นมีกฎหมายหลายฉบับที่ สนช.ยกมือพรึบ โหวตผ่านฉลุยแบบแทบไม่มีคนค้าน แต่หลังจากนั้นไม่นานความเดือดร้อนจากผลของกฎหมายเกิดขึ้นวุ่นวาย จนผู้นำ คสช.ต้องใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 เข้ามาเปลี่ยนแปลงแก้ไข
ล่าสุดกฎหมายที่ชัดเจนถึงความไม่รอบด้านคือ “กฎหมายหอพัก”
ที่กลายเป็นต้นเหตุให้ “เจ้าของหอพัก” กับ “ผู้เช่า” เกิดความขัดแย้งไปทั่ว จนมีการร้องเรียนกันถึงศาลปกครอง
เพราะคิดเองเออเอง โดยไม่ได้สัมผัสปัญหาที่แท้จริง แล้วผ่านกฎหมายกันโดยไม่ยืนอยู่กับความเป็นจริงที่แตกต่างของแต่ละกิจการ ที่ต่างกันด้วยพื้นที่และวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน
การออกกฎหมายแบบ “สำเร็จรูป” ใช้บังคับเหมือนกันทั้งหมด จึงสร้างความโกลาหลทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค
นับเป็นเรื่องที่น่าศึกษายิ่ง ถึงแรงผลักดันในการออกกฎหมายของ “ผู้มีอำนาจ” อันมีที่มาซึ่งแตกต่างกัน
สุชาติ ศรีสุวรรณ
