ดูเหมือนท้ายที่สุด ทางออกสุดท้ายของการเมืองไทยจะอยู่ที่การเลือกตั้ง, การต่อสู้กันในคูหาลงคะแนน หรือการต่อสู้กันผ่านพรรคการเมืองและ
จำนวนผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรค
ตัวอย่างกรณีล่าสุดที่ช่วยยืนยันถึงแนวโน้มทางการเมืองดังกล่าวคือการแถลงเปิดตัวพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ซึ่งมี สุเทพ เทือกสุบรรณ ลุงกำนันแห่ง กปปส. และ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักวิชาการผู้ล้มลุกคลุกคลานกับการทำงานในพรรคการเมืองมาไม่น้อย ร่วมเป็นแกนหลักสำคัญ
การเกิดขึ้นของพรรค รปช.และคำแถลงบางส่วนของผู้นำพรรค บ่งบอกถึงอะไรที่น่าสนใจหลายประการ
อย่างน้อยที่สุดก็มีการนำเสนอความเห็นว่า “พรรคการเมือง” คืออีกหนึ่งสถาบัน (นอกจากกองทัพและกลไกราชการอื่นๆ) ซึ่งมีศักยภาพจะเป็น “เครื่องมือทรงพลังของบ้านเมือง” ในการปกป้องขนบธรรมเนียมดั้งเดิมอันดีงาม
อย่างน้อยก็เริ่มมีความรู้สึกว่า “พรรคการเมือง” คือทางเลือกอันถูกต้องเหมาะสมสำหรับการเมืองไทยร่วมสมัย ที่ไม่ควรมีใครไป “หลั่งเลือดบนท้องถนนให้เสียชีวิต” อีกแล้ว
ขณะเดียวกัน การประกาศว่าพรรค รปช.มีบทบาทหน้าที่ในการ “ปฏิรูป” บ้านเมือง ด้านหนึ่ง อาจแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงผูกพันกับแนวคิด “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” และกระบวนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา (ผ่านจุดยืนปกป้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ 2560)
แต่อีกด้าน ก็อาจเป็นการบ่งบอกโดยนัยว่าการปฏิรูปเหล่านั้นยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ หรือไม่มีทางจะประสบความสำเร็จได้ด้วยวิถีทาง “นอกระบอบประชาธิปไตย”
น่าสนใจว่า หากตัวละครทางการเมืองไทยทุกกลุ่มพร้อมใจกันยืนกรานถึงความสำคัญของพรรคการเมือง, การเลือกตั้ง และเสียงประชาชน ตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน
อะไรต่อมิอะไรหลายอย่างคงจะไม่เกิดขึ้น
ทั้งการขัดขวางการเลือกตั้ง/ผู้ต้องการไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง, ความขัดแย้งระหว่างมวลชน, การบาดเจ็บล้มตายของผู้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองและผู้ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวใดๆ
รวมถึงการรัฐประหาร และข้อกล่าวหา “ตระบัดสัตย์” ที่บางคนกำลังได้รับ
หลายคนอาจเห็นว่าการยึดอำนาจโดยกองทัพ และการเข้ามาจัดระเบียบประเทศตลอดสี่ปีนี้ เป็นกระบวนการที่ยากหลีกเลี่ยงปฏิเสธ หรือคือความจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น
แต่เมื่อสภาพการเมืองไทยคลี่คลายมาถึงจุดปัจจุบัน จุดที่สถานภาพของ “พรรคการเมือง” และ “การเลือกตั้ง” เริ่มทรงอิทธิพลอีกครั้ง
อีกหลายคนก็คงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านพ้นไป กำลังจะส่งมอบมรดกอะไรไว้ให้สังคมบ้าง? และมรดกดังกล่าวมีคุณค่าต่อพัฒนาการทางการเมืองไทยขนาดไหน? (หรือว่าสูญเปล่า?)
แล้วกองทัพจะอยู่ตรงไหนในสมการการเมือง ที่พรรคการเมือง, การเลือกตั้ง และเสียงของประชาชน ได้กลายสภาพเป็นตัวแปรซึ่งมีน้ำหนัก-ความหมายเพิ่มมากขึ้น?

