กรณีของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย กำลังกลายเป็น “บรรทัดฐาน”ของ รัฐบาลอย่างร้อนแรงเป็นพิเศษ
ร้อนแรงยิ่งกว่ากรณี”อุทยานราชภักดิ์”
ร้อนแรงยิ่งกว่ากรณี”นาฬิกาหรู”ซึ่งนับรวมแล้วมากกว่า 20 เรือนที่เข้ามาพันพัว
กระนั้น บทบาทและท่าทีของคสช.และของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย ก็ทำให้บทสรุปจาก 2 กรณีนั้นมีความแจ่มชัด
เป็นความแจ่มชัดในท่วงทำนองและความเป็นจริงของรัฐบาลอันมีพื้นฐานมาจากการรัฐประหารในเรื่องของสปิริต
นั่นก็คือ “ให้ไปเรียกร้องกับนักกีฬา”
บทสรุปนี้ของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย มาจากพื้นฐานอย่างสำคัญ อย่างน้อยก็ 2 ส่วนประสานเข้าด้วยกัน
1 เป็นท่าทีของรัฐบาล เป็นท่าทีของครม.
“นายกฯไม่ได้สอบถามหรือพูดอะไร เพราะถือเป็นเรื่องเล็ก ไม่มีอะไร”
1 เป็นท่าทีของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย
ไม่เพียงแต่ในฐานะที่เติบใหญ่มาจากพื้นฐานความเป็น”นักการทูต” หากแต่ยังดำรงอยู่อย่าง “นักการเมือง” นับแต่รัฐประหาร เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา
จึงยืนยันต่อคำถามจากผู้สื่อข่าวที่ว่า “มีการเรียกร้องให้แสดงสปิริตในเรื่องนี้” ผ่านคำตอบ
“ให้ไปเรียกร้องกับนักกีฬา”
เป็น “คำตอบ” อันคมคายอย่างยิ่งในความแตกต่างระหว่าง นักกีฬา กับ นักการทูต และนักการเมือง เท่ากับชี้ไปในทำนองว่ามีแต่”นักกีฬา”เท่านั้นที่มี “สปิริต”
ไม่ควรเรียกร้องจาก “นักการทูต” หรือ “นักการเมือง”
บทสรุปนี้หากมองจากรูปคำถือว่าคมคาย สะท้อนความมั่นใจเป็น อย่างสูง
ไม่ว่าในความเป็น “นักการทูต”
ไม่ว่าในความเป็น “นักการเมือง” อันมีรากฐานมาจากอำนาจโดยการรัฐประหาร
คำตอบนี้จะดำรงอยู่คู่กับ นายดอน ปรมัตถ์วินัย ยาวนาน

