หน้าแรก การเมือง คณะทูตอียู ร้...

คณะทูตอียู ร้องไทยให้เสรีภาพการแสดงออกปชช. กังวลคำสั่งคสช.ให้อำนาจทหารล้นเกิน

7.04.16 | 20:49 น.

คณะทูตอียู พบรองปลัดกระทรวงต่างประเทศของไทย เรียกร้องรัฐบาลไทยยึดเสรีภาพในการแสดงออกเพื่อประชามติที่เสรี-เป็นธรรม ห่วงกรณีเรียกปรับทัศนคติ-คำสั่ง คสช.13/2559 ให้อำนาจ จนท.ทหาร กว้างขวาง

7 เม.ย. 2559 เพจสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย รายงานว่า วันนี้ คณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรป ได้พบกับนายปัญญรักษ์ พูลทรัพย์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ โดยในการประชุม นายปัญญรักษ์ ได้แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในประเทศไทยและความคืบหน้าในการดำเนินการไปสู่ประชาธิปไตยในประเทศ

ด้านคณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรปได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในหลักการของเสรีภาพในการแสดงออกและความคิดเห็นและยอมรับฟังเสียงต่างๆ ทุกเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับการลงประชามติ เพื่อที่จะทำให้ผลของการลงประชามติเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมตามความประสงค์ของประชาชนไทยทุกคนและเพื่อให้ประชาชนทุกคนยอมรับในผลนั้นๆ

“การเรียกปรับทัศนคตินั้นเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักการนี้ และการประกาศเมื่อไม่นานมานี้ว่าจะยังคงดำเนินการใช้การเรียกปรับทัศนคติต่อไปซึ่งอาจจะมีระยะเวลาที่นานขึ้นไปอีกกับผู้ที่มีมุมมองที่ต่างออกไปเป็นการพัฒนาที่น่ากังวล”

คณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรปได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับคำสั่งที่ 13/2559 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่มียศร้อยตรีขึ้นไปในการสืบสวนและการดำเนินการเกี่ยวกับการจับกุมและกักขังโดยไม่ต้องมีหมายศาล โดยคำสั่งนั้นสามารถตีความได้กว้างและไม่มีการให้คำจำกัดความที่ชัดเจน การมอบอำนาจของตำรวจและตุลาการให้บุคลากรทางทหารนั้นเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการกักขังโดยพลการซึ่งละเมิดหลักนิติธรรมและลิดรอนสิทธิในการได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและหลักกระบวนการอันควรแห่งกฎหมายซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดไปจากพลเมือง

Advertisement

คณะเอกอัครราชทูตยังได้พูดคุยและยกประเด็นเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหวซึ่งพลเมืองได้ถูกห้ามจากการเดินทางออกนอกประเทศ

คณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรประลึกถึงบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ในการสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทย ในฐานะที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและหุ้นส่วนระหว่างประเทศที่สำคัญ จะปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศของตน

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก ในฐานะมิตรและหุ้นส่วนที่ใกล้ชิด ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยให้ความเคารพต่อหลักการและค่านิยมทางประชาธิปไตยในระหว่างช่วงของการเปลี่ยนแปลงนี้

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทย เผยแพร่คำแถลงผลการพบปะ ดังนี้

เมื่อวันที่ 7 เมษายน คณะเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรป นำโดยนางลุยซา ราเกย์ อุปทูตและรองหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และเอกอัครราชทูตและอุปทูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป จำนวน 18 ประเทศ ได้เข้าพบกับนายปัญญรักษ์ พูลทรัพย์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรับฟังเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยมีผู้แทนกรมยุโรป กรมองค์การระหว่างประเทศ และกรมสารนิเทศ เข้าร่วมด้วย

ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันอย่างสร้างสรรค์ มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย โดยฝ่ายไทยได้ชี้แจง ดังนี้

1. รัฐบาลไทยยึดมั่นการดำเนินการตาม Roadmap โดยกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ตาม Roadmap เพื่อการลงประชามติ ซึ่งในชั้นนี้กำหนดเป็นวันที่ 7 สิงหาคม 2559ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปภายในปี 2560

2. การร่างรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม และรัฐบาลมีความชัดเจนในการนำพาประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย โดยขณะนี้ การร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จและอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมการเพื่อการลงประชามติ โดยในระหว่างนี้ รัฐบาลมุ่งเน้นการดำเนินการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และมีเป้าหมายคือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

3. ในประเด็นสิทธิมนุษยชนและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2559 ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยเคารพหลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยการดำเนินการเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย มีความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ยึดหลักนิติธรรม รวมถึงมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ คำสั่ง คสช. ที่ 13/2559 มีเจตนารมย์และสาระสำคัญเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้ช่วยสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามผู้มีอิทธิพลและผู้กระทำการอันเป็นภัยต่อสังคม เช่น ค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ ค้าประเวณี ซึ่งกระบวนและขั้นตอนการติดตามจับกุมโดยปกติทำได้ล่าช้า มีความเสี่ยง และอาจเกิดอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ส่งผลให้กลุ่มผู้กระทำผิดจำนวนหนึ่งไม่เคยถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ดังนั้น คำสั่งฉบับนี้จะช่วยสนับสนุนให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถปกป้องดูแลประชาชนผู้บริสุทธิ์ และนำผู้กระทำผิดขึ้นสู่การพิจารณาของศาล โดยผลการตัดสินคดีจะขึ้นอยู่กับการใช้ดุลพินิจของศาล

4. สำหรับแนวคิดการจัดหลักสูตรการฝึกอบรมผู้นำการสร้างชาติอย่างสร้างสรรค์สำหรับผู้นำ หรือ แกนนำประชาชนทั่วไปนั้น ฝ่ายไทยยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักปฏิบัติสากล แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันความแตกแยกในสังคมด้วย เนื่องจากขณะนี้ไทยอยู่ในช่วงของการปฏิรูปเพื่อนำสู่ความปรองดองภายในประเทศ โดยการจัดหลักสูตรฝึกอบรมดังกล่าวเป็นการดำเนินการอย่างสุภาพชน ไม่มีการใช้ความรุนแรงและอาจมีการเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

5. ไทยมีความพร้อมที่จะปฏิสัมพันธ์กับนานาประเทศ องค์การระหว่างประเทศและภาคส่วนต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ และพร้อมเปิดรับฟังคำแนะนำและข้อคิดเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ และยินดีที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหลายประเทศให้ข้อเสนอแนะอย่างฉันมิตร และได้พยายามมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการดำเนินการตาม Roadmap ของไทย ในการนี้ ฝ่ายไทยเน้นย้ำว่า สถานเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปในประเทศไทยต่างรู้ถึงสถานการณ์ในไทยดีที่สุด จึงหวังว่าจะรับฟังข้อมูลและความเห็นจากทั้งสองด้านเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องอันจะนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือที่ใกล้ชิดและผลประโยชน์ร่วมกัน