‘จุรินทร์-หญิงหน่อย’ รุมอัดการใช้อำนาจนอกกติกาผู้มีอำนาจ ห่วงคนออกกฎ ลงมาเล่นเอง

7.06.18 | 12:51 น.

“จุรินทร์-หญิงหน่อย” รุมอัดการใช้อำนาจนอกกติกาของผู้มีอำนาจ ห่วง ลต.ครั้งหน้า กกต.รับศึกหนัก เพราะผู้เขียนกติกาลงมาเล่นเอง

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่โรงแรมเซ็นทาราศูนย์ราชการ มีการเสวนา เรื่อง “กลไลปราบโกงเลือกตั้ง ใช้กับใคร ใช้ได้จริงหรือ?” โดยนายเจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า จะมีการเลือกตั้งในปี 62 ก็ถือว่าพูดไว้กว้างๆ เหมาะสมดี เพราะหากพูดว่าจะเลือกตั้งในปี 62 ก็ยังมีนัยยะสำคัญที่ต้องจับตาอยู่ เช่น เรื่องกฎหมายต่างๆ อย่างการให้จัดการเลือกตั้งใน 150 วัน ซึ่งต้องมาดูว่าจะใช้เวลาเมื่อใด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เรื่องการทุจริตการเลือกตั้งนั้น ตนได้ยินมามาก ได้ยินประชาชนบอกว่า มีแทบทุกหน่วยเลือกตั้ง ดังนั้น เราจึงต้องมีกลไก และต้องทำให้ กกต.ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ จะทำอย่างไรให้หน่วยการเลือกตั้ง 90,000 กว่าหน่วยปลอดการทุจริต กกต.ต้องคิดไปไกลกว่าที่ว่าประชาชนรับเงิน เพราะมันมีมากกว่านั้น ตนจึงมองไปลึกไปถึงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนคิดว่ารัฐธรรมนูญปราบโกงถือเป็นจุดเริ่มต้น โดยเริ่มตั้งแต่สมาชิกของพรรคการเมืองที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ไม่ใช่ผู้สมัครที่ทีนายทุนชี้ ซึ่งหากท่านเดินหน้าด้วยอุดมการณ์จริงจะต้องไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา หากสังเกตเท่าที่ทราบใครอยู่นานที่สุด อันนั้นจะแพงที่สุด เมื่อมีคนอยากซื้อ ก็มีคนอยากขาย เป็นไปตามกลไก ดังนั้น ประชาชนจึงเป็นส่วนสำคัญหากท่านไม่รับ ก็จะไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง หรือท่านรับมาแล้วรู้สึกว่าไม่อยากเลือก ท่านก็ทำตามกระบวนการลงคะแนนช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน ซึ่งหากเขตใดมีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนมากกว่าจำนวนคะแนนเลือกตั้งที่ผู้สมัครได้รับจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ นอกจากนี้ ในรัฐธรรมนูญปราบโกงนอกจากการทุจริตแล้ว หากพบว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต องค์กรอิสระต่างๆ ต้องไปสอดส่องดูแล และตนคิดว่า กลไกประชาชนคือกลไกที่สำคัญที่สุด เพราะตนไม่เชื่อว่า กกต.จะทำได้หมด ข้าราชการ และเอกชนก็สำคัญ เพราะไม่มีทางที่นักการเมืองจะเข้ามาโกงได้โดยลำพัง แต่ต้องมีข้าราชการ และเอกชนช่วยด้วย ดังนั้น จากนี้ ข้าราชการจะต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน เพราะบางครั้ง นักการเมืองตั้งใจดีเข้ามาทำงาน แต่เข้ามาเจอราชการที่มีเครือข่ายเอกชนก็ถูกชักไป อย่างไรก็ตาม ประเทศเสรีประชาธิปไตยที่ทำให้ไม่มีการโกงได้ เพราะประชาชนเข้มแข็ง รัฐธรรมนูญจึงต้องสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน เราต้องการที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนได้ผู้แทนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการโกงตั้งแต่เริ่มต้น

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ถามว่าจะมีเลือกตั้งไหม ตนยืนยันแทน คสช.ได้ว่ามี ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตน เพราะตนเชื่อว่า ประเทศไทยจะหนีจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไปไม่ได้ แต่จะมีเมื่อใดเป็นเรื่องของคสช. เพราะตนตอบไม่ได้ จากนี้ จะเป็นสูตร 3-3-5 คือ ช่วงเวลาทูลเกล้าฯ 3 เดือน กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ยืดไปอีก 3 เดือน และต้องมีการจัดการเลือกตั้งใน 150 วัน คือ 5 เดือน โดยตนขอขีดเส้นใต้ว่าต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นใน 5 เดือน ซึ่งในความคิดตน คำว่าเสร็จสิ้นคงไม่ใช่แค่การเดินไปหน่อยบัตรแล้วเสร็จ ก็เป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะดำเนินการเพราะท่านรู้เงื่อนไขเหล่านี้ดีที่สุด ทั้งนี้ ตนห่วงเงื่อนไขนอกรัฐธรรมนูญ เช่น คำว่า “ไม่สงบ ก็ไม่ต้องเลือกตั้ง” ซึ่งไม่ได้บัญญัติไว้ตรงไหนในรัฐธรรมนูญ แต่กลัวคนหยิบเอาตรงนี้มาใช้เป็นเงื่อนไข นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงรัฐธรรมนูญปราบโกง รัฐธรรมนูญนี้บังคับใช้มา 1 ปีแล้ว แต่การโกงก็ยังมีอยู่ ดังนั้น ถามว่ารัฐธรรมนูญปราบโกงได้จริงหรือ และที่ยังมีการโกง เพราะรัฐธรรมนูญถูกใช้กับระบอบที่ไม่ได้มีการตรวจสอบถ่วงดุลในการโกงของภาครัฐ จริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญนี้จะปราบโกงได้เมื่อใช้กับระบอบประชาธิปไตยที่มีการเปิดโอกาสให้ตรวจสอบการโกง

นายจุรินทร์กล่าวอีกว่า หากถามว่า รัฐธรรมนูญที่มีกลไกในการปราบโกงนี้จะทำให้เกิดความสุจริตเที่ยงธรรมได้หรือไม่ ตนตอบได้เลยว่าไม่ แต่จะทำให้เกิดความเที่ยงธรรมแค่ครึ่งใบ ทั้งนี้ ตนพูดได้เลยว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความไม่สุจริตเที่ยงธรรมตั้งแต่ต้นอยู่หลายประการ โดยเฉพาะการได้มา ซึ่ง ส.ว. การวางให้คะแนนเสียงที่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นเบี้ยหัวแตกเพื่อปูทางสู่การสืบทอดอำนาจ การเลือกนายกฯให้คนมีอำนาจเลือกนายกฯไม่ใช่แค่ ส.ส. แต่เป็น ส.ว.ด้วย 250 คน แบบนี้เที่ยงธรรมหรือไม่ ท่านตอบได้ด้วยตนเอง เพราะในเมื่อประชาชนทั้งประเทศมีสิทธิเลือกผู้แทนเข้าไปเลือกนายกฯได้ 500 คน แต่คนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีสิทธิสามารถเลือกนายกฯได้ถึง 250 คน นอกจากนี้ ยังมีการเซตซีโร่พรรคการเมือง ห้ามทำกิจกรรมทำการเมือง เราจึงได้ยินว่า “เอื้อพรรคใหม่ บอนไชพรรคเดิม” เราจึงเกิดเครื่องหมายคำถามจากการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจที่เปลี่ยนสถานะจากผู้ถือกติกา ลงมาเป็นผู้เล่น แบบนี้จะทำให้เที่ยงธรรมได้มากน้อยเพียงใด ข่าวคราวการใช้พลังดูดทางการเมืองก็เป็นอีกเครื่องหมายคำถาม การใช้อำนาจเหนือองค์กรอิสระ เช่น มาตรา 44 ก็เป็นคำถาม อย่างไรก็ตาม ตนชื่นชมกลไกปราบโกง เพราะมีกลไกใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา และคิดว่า น่าจะทำให้ดีกว่าเดิม แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง หาก กกต.เห็นว่าเกิดการทุจริต กกต.สามารถให้ใบส้ม แล้วสามารถระงับสิทธิของผู้สมัครได้ 1 ปี เท่ากับเป็นการตัดสิทธินักการเมืองคนนั้นไปเลย ก็อยากฝาก กกต. ทั้งนี้ ตนคิดว่ากลไกปราบโกงต้องใช้กับทุกคน ทุกพรรค ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะสนับสนุนผู้มีอำนาจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งจะใช้ได้จริงหรือไม่ก็อยู่ที่ กกต. เพราะ กกต.คือผู้บังคับใช้กฎหมาย ถ้า กกต.ไม่เป็นเสือหมอบ ไม่เป็นเสือกระดาษ ก็ยังมีความหวังที่จะได้เห็นการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม แม้กติกาจะไม่เที่ยงธรรมมาตั้งแต่ต้นก็ตาม

Advertisement

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า วันนี้หลายท่านคงได้สัมผัสกับปัญหาด้วยตนเอง หากไปเดินตลาดคงรู้ว่าชาวบ้านตั้งความหวังจากการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะสามารถทำให้เขาหลุดพ้นจากปัญหา และอุปสรรคโดยเฉพาะปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้น ตนคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นทางออกได้ ก็ฝากความหวังไว้ที่ กกต. ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งหน้ากติกา และปัจจัยหลายๆ อย่าง กกต.อาจจะกำกับเองไม่ได้ เช่น การใช้อำนาจรัฐ ตนรู้ว่าท่านต้องรับภาระ และเป็นผู้ไขกุญแจว่าเราจะเดินออกจากปัญหาได้อย่างไร เพราะไม่เช่นนั้น การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะกลายเป็นปัญหา อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่ามี 5 ปัจจัย คือ 1.กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนกับพรรค จัดให้มีการทำไพรมารีโหวต แต่วิธีการในปัจจุบันกลับไม่เอื้อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองอย่างแข็งแรง เช่น การเซตซีโร่พรรคการเมือง แบบนี้เป็นการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออก ถามว่าการเซตซีโร่ประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร แถมยังแช่แข็งพรรคการเมืองไม่ให้ดำเนินกิจกรรมแล้วประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร จะปราบโกงได้ ต้องเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองลงไปดำเนินการแข่งขันกันด้วยนโยบาย จะได้ไม่เกิดการซื้อสิทธิขายเสียง แต่กลับไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองต่างๆ ทำแบบนั้น เมื่อพรรคการเมืองทำอะไรไม่ได้ ไม่ใช่ปัญหาของพรรคการเมืองแต่เป็นการตัดโอกาสของประชาชนที่จะใช้พรรคการเมืองแก้ปัญหาของพวกเรา จากนี้ต้องมาดูกันว่า ยังจะมีการใช้ระบบไพรมารีโหวตอยู่หรือไม่ เพราะเห็นข่าวว่าจะมีการยกเลิก

2.ตัวพรรคการเมือง และนักการเมืองต้องปรับตัว ต้องพัฒนาตัวเอง ออกจากวังวนที่เขาตราหน้าว่าซื้อสิทธิขายเสียง 3.กฎหมาย และกติกาต่างๆ มีหลายกติกาที่พิจารณาโดยใช้ดุลพินิจ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศเรามีปัญหาความขัดแย้งจากการใช้ดุลพินิจที่ไม่เที่ยงธรรม 4.การดำเนินงานของ กกต. และ 5.การใช้อำนาจรัฐ ตนคิดว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าเราจะเจอปัญหาการใช้อำนาจรัฐ ผ่านราชการ ซึ่งจะเป็นที่หนักใจของ กกต. ซึ่งตนเห็นใจ มีบางองค์กรถูกเซตซีโร่ บางองค์กรไม่ถูกเซต ทั้งที่เป็นองค์กรอิสระเหมือนกัน ภายใต้กฎหมายเดียวกัน นี่คือการใช้อำนาจพิเศษเข้ามาแทรกแซง เช่นเดียวกับการใช้อำนาจพิเศษปลดกรรมการบางท่าน ซึ่งอำนาจพิเศษนี้จะอยู่ทั้งก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างการเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการสร้างความหนักใจให้แก่ผู้ใช้กฎหมาย

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า เมื่อวันนี้ก้าวเข้าสู่บรรยากาศของการเลือกตั้ง คนเป็นห่วงในเรื่องของการใช้อำนาจที่อาจทำให้เกิดความไม่เที่ยงธรรม เพราะวันนี้ผู้เขียนกติกาบอกจะไม่เป็นกรรมการแล้ว แต่จะลงมาเป็นผู้เล่น ทั้งที่ยังเป็นผู้ที่ยังมีอำนาจในการตัดสิน แบบนี้จะเที่ยงธรรมได้จริงหรือไม่ ตนเห็นว่าเป็นความผิดปกติ และไม่เป็นไปตามครรลอง และไม่เป็นไปตามหลักการ การเลือกตั้งครั้งหน้าจึงจะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่หนักหน่วงสำหรับการจัดการเลือกตั้ง กกต.ควรคุมทุกอย่างได้ แต่วันนี้ท่านกลับถูกคุมด้วยมาตรา 44 วันนี้คงไม่ใช่ปัญหาของพรรคการเมืองที่โดนยุบอยู่พรรคเดียวอีกแล้ว แต่เป็นปัญหาของทุกพรรค นอกจากพรรคที่จะไปอยู่กับผู้มีอำนาจ และเป็นปัญหาของประชาชน แต่ตนยังเชื่อว่า ด้วยศักยภาพ และคุณธรรม คุณงามความดี กกต.ชุดนี้จะสามารถจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ท่านจะเป็นฮีโร่ช่วยชาติ แม้บางอย่างท่านจะไม่สามารถกำกับดูแลได้

เมื่อถามว่า เมื่อคนเขียนกติกา ลงมาเป็นผู้เล่นเอง แล้วจะทำให้เกิดการแฟร์เกมส์ได้อย่างไร นายเจษฎ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้สามารถทำได้ มีช่องแน่นอน กลไกที่ใช้อำนาจจะต้องสร้างความมั่นใจให้องค์กรผู้เล่นต่างๆ ว่าจะไม่ลงมาเล่น ไม่ไปต่อ แบบนี้ก็จะสร้างความสบายใจ ซึ่งตนเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่เป็นเรื่องของท่านว่าจะทำแบบนั้นหรือไม่ ฟุตบอลโลกที่กำลังจะมีก็สะท้อนกลไกการเลือกตั้งของเราเช่นเดียวกัน การทำหน้าที่หลายๆ อย่างซ้ำซ้อนกันทำให้เกิดความไม่สบายใจของผู้คนทั้งหลาย ก็อยู่ที่ท่านจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองของเราเกิดความสงบร่มเย็น มีทางที่ท่านจะทำได้ ท่านจะทำหรือไม่