พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มิได้อารมณ์เสียมาสักพักใหญ่
แต่ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ก็ถือโอกาสเปิดใจกับสื่อมวลชน
“อยากบอกสื่อ บอกประชาชนทั้งประเทศ บอกบรรดานักการเมือง กลุ่มต่างๆ นักวิชาการ เด็ก นิสิต นักศึกษา ว่าวันนี้ควรต้องร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยสร้างสิ่งที่ดีออกมาให้คนอื่นได้รับรู้มากกว่าจะไปทำสิ่งที่ไม่ดีผิดกฎหมาย หรือทำอะไรที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าประเทศไม่มีเสถียรภาพ วันนี้บ้านเมืองไม่มีการปั่นป่วน ไม่มีการปิดถนน แต่สิ่งที่เจออยู่ในขณะนี้ก็คือการใช้โซเชียลมีเดียและสื่อต่างๆ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศไทย …”
ตามมาด้วย
“การที่เข้ามาวันนี้อยากจะบอกว่า 4 ปีที่ผ่านมา พยายามที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด คือ การทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่สำคัญ เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ เป็นตำแหน่งที่ทรงคุณค่า บอกเสมอว่า ตัวเองก็มีความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นความผิดของผมมีเพียงอย่างเดียวที่ผมรู้คือ ความเป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์จะต้องมีความผิดพลาด มีโมโห มีโกรธ นี่คือความเป็นมนุษย์ของผม…”
และ
“ฉะนั้นการเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะต้องมีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เป็นเรื่องสมมุติออกมา ผมเป็นมนุษย์ ผมเป็นคน และผมทำงานเพื่อคน เพื่อประเทศไทย เพื่อคนไทย ผมก็ต้องเป็นของผมแบบนี้ แต่ผมทำหน้าที่ตรงนี้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรีสำหรับประเทศและต่างประเทศ แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าหลายคนพยายามที่จะทำลายเกียรติยศของนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่ผม…”
รวมถึง
“ผมไม่เห็นมันจะสูญเปล่าตรงไหน เพราะผลงานก็ปรากฏออกมาเยอะแยะไปหมด เป็นร้อยเป็นพัน แต่ท่านก็มาบอกว่าสูญเปล่า…”
รุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว “บิ๊กตู่โต้โซเชียล”
ย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวของโลกโซเชียลในระยะเวลาที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่ามีมุมมองที่เป็นลบต่อรัฐบาลมากขึ้น
หากเปรียบเทียบรัฐบาลชุดนี้เมื่อปี 2557 กับปี 2561 นี้ ถือว่าแตกต่างกันมาก
กรณีที่่ สนช. นั่งประชุมแล้วหลับภายในห้องประชุมระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2562 โดยมี สนช.บางคนลุกขึ้นมาแสดงความไม่พอใจกับสื่อโซเชียลที่เผยแพร่ภาพ
ปรากฏว่าหลังจากนั้น โลกโซเชียลต่างรุมกระหน่ำใส่ สนช. อย่างหนักและต่อเนื่อง
กรณีที่ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถูก กกต. มีมติว่าขาดคุณสมบัติแล้วหลุดปากให้สัมภาษณ์เรื่องสปิริตว่า “สปิริตเป็นเรื่องของนักกีฬา”
เพียงชั่วพริบตาที่กระแสข่าวแพร่ออกไป นายดอนถูกโจมตีทั้งภาพและข้อความอย่างหนัก
ยังมีอีกหลายกรณีที่รัฐบาลที่เป็นตัวบุคคล ตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรี และเรื่องที่เป็นหน่วยงาน ตั้งแต่รัฐบาล ลงไปจนถึงกระทรวง ที่แสดงท่าทีที่ไม่ถูกใจ โลกโซเชียลจะเป็นศูนย์รวมภาพและเนื้อหาที่โจมตีเข้าใส่
โจมตีเข้าใส่ทั้งที่มีเหตุผล และไร้เหตุผล
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์จะรู้สึก
รู้สึกในฐานะที่เป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นกับ พล.อ.ประยุทธ์ และ “แม่น้ำทั้ง 5” จะพบว่ากระแสต่างๆ ที่อุบัติขึ้นล้วนแสดงถึงความต้องการของสังคมในขณะนี้
ทั้งนี้เพราะ คสช.ยึดอำนาจมาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงบัดนี้เป็นเวลา 4 ปี
พล.อ.ประยุทธ์ นั่งนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ และได้ประกาศเป้าหมาย ได้มีโอกาสบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มที่
จึงถึงเวลาแล้วที่สังคมจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานที่ผ่านมา
การตรวจสอบโดยการชุมนุมทำไม่ได้ การตรวจสอบโดยสื่อมวลชนกระแสหลักทำได้ไม่ถนัด
แต่การแสดงความรู้สึกผ่านสื่อโซเชียลยังทำได้อยู่ และทำได้อย่างหลากหลาย
ในที่สุดสังคมโซเชียลจึงแสดงพลังออกมา
เป็นพลังที่อาจจะไม่เป็นคุณต่อรัฐบาล อาทิ ขณะที่รัฐบาลปลื้มใจต่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็ยังมีกระแสเรียกร้องเรื่องปากท้องประชาชน
หรือรัฐบาลมั่นใจว่าการปราบปรามการทุจริตของรัฐบาลนั้นมีความคืบหน้าดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่สังคมกลับเรียกร้องให้เสมือนหนึ่งว่า การปราบโกงไม่สำเร็จ
เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสังคมหรือประชาชนกำลังต้องการการเปลี่ยนแปลง
เฉกเช่นกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เมื่อบริหารประเทศไประยะเวลาหนึ่งจะมีกระแสอยากเปลี่ยนแปลง
รัฐบาลจึงมีการปรับ ครม. และมีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ
แม้รัฐบาลชุดปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ แต่ความต้องการของสังคมเรื่องการเปลี่ยนแปลงก็ยังคงอยู่
เมื่อถึงเวลาพอสมควร สังคมจะเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง
เรื่องเช่นนี้ รัฐบาลเองก็คงสัมผัสได้ จากกระแสเสียงที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง
แม้เมื่อปี 2557 จะมีกระแสเพียงน้อยนิดผนวกกับแรงผลักดันจากต่างประเทศ แต่ คสช.ก็ยังทนแรงกดดัน และยืนอยู่ได้มาจนถึงบัดนี้
แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนมาถึงปีนี้ ดูเหมือนว่ากระแสที่ต้องการการเลือกตั้งจะมีมากขึ้น
เมื่อผนวกรวมกับแรงกดดันจากต่างชาติ จึงมีผลต่อ คสช.มากขึ้น
ดังนั้น แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศหลายครั้งว่าโรดแมปไม่เปลี่ยนแปลง การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562
แต่เมื่อมีการตรวจสอบความเป็นไปได้ กลับพบว่ากลไกต่างๆ ยังไม่เรียบร้อยอยู่มาก
ความระแวงไม่ไว้วางใจรัฐบาลจึงเกิดขึ้น
แล้วกระแสความข้องใจรัฐบาลก็ถ่ายเทออกมาทางโลกโซเชียลอีกเช่นกัน
ดังนั้น จึงดูเหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลกำลังตกอยู่ในวงล้อมของโลกโซเชียล
ทางออกของรัฐบาลที่ดีคือการ “คลายนอต” ให้แก่สังคมได้ผ่อนคลาย
ทำให้สังคมมั่นใจว่าในที่สุดแล้ว ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง
การเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมที่สอดรับกับ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ด้วยการปลดล็อกนั้นเป็นวิธีการหนึ่ง
พรรคการเมืองที่พร้อมจะส่งผู้สมัคร จำเป็นต้องใช้เวลาในการเตรียมการ
หากรัฐบาลผ่อนคลาย เปิดทางให้พรรคแต่ละพรรคได้ขยับตัว ความกดดันที่เกิดขึ้นย่อมผ่อนคลายลง
นอกจากนี้ยังมีการเข้าไปช่วยกลไกเลือกตั้ง อาทิ กกต. จัดแจงตระเตรียมงานเพื่อการเลือกตั้งให้เสร็จได้ทันเวลานั้นก็สมควร
และยังมีกลไกอื่นๆ อีกที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น
การเลือกตั้งจะมีแน่
หากรัฐบาลสามารถทำให้สังคมมั่นใจได้เช่นนั้น กระแสกดดันก็อาจจะผ่อนคลายลง
รอเวลาให้การเลือกตั้งมาถึง แรงกดดันที่เกิดขึ้นและอัดแน่นก็จะผ่อนคลาย
รวมทั้งแรงบีบจากโลกโซเชียลด้วย

