สัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายอย่างที่น่าจะถือว่าเป็น “สัญญาณทางการเมือง” ที่บ่งบอกสถานการณ์อยู่หลายเรื่อง
ด้านหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี พูดซ้ำอยู่หลายครั้งทำนอง มีความห่วงใยในความขัดแย้งระหว่างคนไทยที่ยังไม่จางลง
“ยังทะเลาะกันทุกเรื่อง” คือสภาพที่ทำให้ห่วงใยนั้น
และนำมาถึงการบอกถึงความตั้งใจว่าจะต้องจัดการ “แก้ปัญหาก่อนเลือกตั้ง”
นั่นหมายความว่าในมุมของการจัดการประเทศชาติคงจะมีมาตรการหรือปฏิบัติการบางอย่างเพื่อเคลียร์ไม่ให้ประเทศต้องอยู่ในความกังวลนั้นอย่างเข้มข้น
จะเป็นปฏิบัติการอะไรคงต้องติดตาม
สำหรับวันเลือกตั้งนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่เลื่อนไปจากเดือนกุมภาพันธ์อีกแล้ว มีการพูดถึงการมีเวลา 5 เดือนที่จะจัดการทุกอย่างให้เกิดความพร้อมหนักแน่นขึ้น
ขณะเดียวกัน หลายเรื่องราวบ่งบอกถึง “การสืบทอดอำนาจของ คสช.” ว่ามีความมั่นใจอยู่ไม่น้อย
การที่ “พล.อ.ประยุทธ์” พูดถึง สนช.ที่หลับกลางสภาระหว่างนายกรัฐมนตรีแถลงรายละเอียด พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีทำนองว่า “ต่อไปจะไม่แต่งตั้งมาทำหน้าที่อะไรแล้ว” ย่อมทำให้คิดว่า “คนที่มีอำนาจแต่งตั้งนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” นั้น จะต้องเป็น “คสช.”
ความเคลื่อนไหวในการจัดตั้ง “พรรคการเมืองสาย คสช.” ที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งแม่ทัพ และเครือข่ายสนับสนุน
ท่าทีของ “พล.อ.ประยุทธ์” เหมือนจะบอกว่า ไม่ได้ทำเช่นนั้นด้วยความอยาก หรืออะไรกับใคร แต่สถานการณ์บังคับให้ต้องทำ เพื่อประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้
เหมือนจะยอมไม่ได้หากประเทศกับการให้อำนาจหลุดมือไป แบบ “เสียของ”
อย่างไรก็ตาม สัญญาณอีกด้านหนึ่งดูเหมือนว่าจะก่อแรงต้านความจำเป็นจัดการอำนาจต่อไปของ คสช.อยู่ไม่น้อย
อย่างเช่นเพลง “คืนความสุขประชาชน” ที่ก่อนหน้านั้นเป็นความต้องการที่จะให้ตีความว่า “ความสุขที่จะคืนให้” นั้น เป็น “แผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา” ซึ่งไม่เกี่ยวกับรูปแบบทางการเมืองสักเท่าไร
แต่ถึงนั้นนี้ “ความสุขที่จะคืนให้ประชาชน” ถูกจัดการให้มีความหมายว่าเป็น “รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” ไปแล้วอย่างชัดเจนยากจะเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น
จะเห็นได้จาก “การทวงสัญญา” ของคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กหนุ่มเด็กสาว คนรุ่นใหม่ ตีความของ “เราจะทำตามสัญญา” คือ “ทำให้เกิดการเลือกตั้ง”
คำตอบที่พาให้เป็นไปเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดความหมายในด้านกลับว่า “รัฐบาลเผด็จการคือความทุกข์”
ที่สำคัญอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ สะท้อนไปสู่การแสดงออกต่อพรรคการเมืองที่มีความชัดเจนว่าจะสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช. อย่างชนิดที่เป็น “พรรคที่จะทำให้ชีวิตประชาชนต้องอยู่ในความทุกข์ต่อไป”
เสี่ยงต่อต้านหมิ่นแคลนดังกลบกระแสสนับสนุนแทบจะสิ้นเชิง
ขณะเดียวกับ “พรรคการเมืองที่ประกาศชัดว่าไม่เอาเผด็จการ” กลับก่อกระแสสนับสนุนได้รวดเร็วไม่น้อย
คนรุ่นใหม่ ของพรรคใหม่สามารถขึ้นมายืนเทียบรุ่นกับนักการเมืองเก่าแก่ได้อย่างบ่าเสมอกัน แถมดูองอาจในการพูดจาที่ชัดเจนห้าวหาญมากกว่า
ภาพแบบ “กล้าพูด กล้าทำ กล้าคิด” ที่เป็นจุดขายที่ได้ผลตลอดมาของนักการเมืองทุกยุค ดูว่า “นักการเมืองรุ่นใหม่” ทำให้ประชาชนสัมผัสจิตวิญญาณเช่นนั้นได้มากกว่า
ด้วยสัญญาณทั้งหลายเหล่านี้ย่อมสะท้อนว่า การต่อสู้ทางการเมืองนับจากนี้ ไม่ใช่เรื่องของพรรคหนึ่งสู้กับอีกพรรคหนึ่งอีกแล้ว
แต่จะเป็นการทำให้ประชาชนต้องตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดว่า ระหว่าง “การสืบทอดอำนาจเผด็จการ” กับ “ประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน” จะเลือกอะไร
ที่บอกว่าต้องเด็ดขาด เพราะโดยโครงสร้างรัฐธรรมนูญ ที่เอื้อต่อ “นักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” มากกว่า
หากทำให้ประชาชนตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวไม่ได้
“ความสุขที่จะได้รับคืน” ย่อมไม่เป็นไปอย่างที่เข้าใจ การเมืองนับจากนี้ น่าจะเป็นการต่อสู้ที่ร้อนแรง
จึงเป็นการต่อสู้ที่เดิมพันสูงของทั้งสองฝ่าย
ที่สำคัญคือการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นคำตอบว่า “ประชาชนจะรักษาสิทธิการเป็นกรรมการผู้ตัดสินว่าจะให้อำนาจกับใครไม่ได้ หรือไม่”

