เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายสุรพล นาควานิช ผู้ขอจดชื่อจัดตั้งพรรคประชาชาติ กล่าวถึงจากกระแสข่าวที่ว่า จะฉีกรัฐธรรมนูญหรือจะปรับปรุงแก้ไชรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า การลงประชามติคราวที่แล้ว เป็นคนหนึ่งที่ลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเท่าที่สัมผัสกับสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งพรรคประชาชาติ ส่วนใหญ่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนูญฉบับปัจจุบันนี้เช่นกัน ขณะนี้กำลังดำเนินการ ทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญนูญและกฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบันโดยไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญนูญยังเป็นเรื่องอนาคตอีกหลายขั้นตอน ประเด็นปัญหาอันใกล้จะมีโอกาสเลือกตั้งกันหรือไม่และหลังเลือกตั้งใครเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศมากกว่า ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ที่ต้องดำเนินการเป็นวาระแห่งชาติจึงจะสำเร็จไม่มีกลุ่มบุคคลใดกลุ่มหนึ่งทำได้เพียงลำพัง ทั้งนี้ เข้าใจว่าข้อห่วงใยที่นักการเมืองและพรรคการเมืองเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมีหลายประเด็น แต่ข้อกังวลที่สำดัญเฉพาะหน้าคือการสืบทอดอำนาจของคสช.หรือรัฐบาลทหาร หรือนายกฯคนนอก
นายสุรพล กล่าวว่า เชื่อมั่นว่า นายกฯคนต่อไปหลังเลือกตั้งจะต้องเป็นนายกฯ ที่มีเสียงสนับสนุนที่ถาวรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่งเท่านั้นคือต้องมากกว่า 251 เสียง ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น และเชื่อว่าสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 250 คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของราษฎรโดยตรงหรือจากการแต่งตั้งโดยคสช.คงมีวุฒิภาวะพอ ไม่หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่าร่วมกับสมาชิก ส.ส.เสียงข้างน้อยชี้ขาดเลือกนายกฯ เพราะวุฒิสมาชิกเหล่านี้มีประสบการณ์ มีความรับผิดชอบ รักประเทศ รักสันติ รักที่จะทำหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ ย่อมรู้ดีว่าความขัดแย้งจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง แม้จะเป็นเอกสิทธิที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแต่สวนทางกับความต้องการของประชาชน ประเทศเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ที่สำคัญที่สุด บุคคลที่สมัครใจและถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ คงมีวุฒิภาวะพอที่จะไม่รับเป็นนายกฯที่มีเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร เพราะจะทำงานไม่ได้เลย ไม่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อสังคม เป็นตัวปัญหาของประเทศ
“สมมติว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ยังต้องการเป็นนายกฯต่อไปอีกหลังเลือกตั้ง คิดว่าจะตัดสินใจก็ต่อเมื่อหลังเลือกตั้งสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่งเท่านั้น เพราะบุคคลผู้นี้ไม่ธรรมดา มีความฉลาด มีวุฒิภาวะพอ คงไม่รับฟังเพียงข้อเสนอของกลุ่มทุน กลุ่มคนใกล้ชิดเพียงฝ่ายเดียว หากเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนเป็นเสียงข้างน้อย ท่านคงไม่รับการเสนอชื่ออย่างแน่นอน ท่านมีทางเลือกอีกมากมายเพราะสามารถประเมินเสียงสนับสนุนได้ทั้งก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง ซึ่งสามารถเลื่อนเลือกตั้งหรือปฏิวัติตัวเองอีกรอบหลังเลือกตั้ง เชื่อว่า ทางเลือกกรณีหลังนี้จะไม่เกิดขึ้น เชื่อว่า รัฐบาลที่ทุกฝ่ายรับได้ให้บริหารประเทศต่อไปตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะต้องมาจากการสนับสนุนของสมาชิกส.ส.ในเบื้องต้นเกินกว่าครึ่งอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องอาศัยเสียงของวุฒิสภามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น”นายสุรพล กล่าว

