หากสดับตรับฟังน้ำเสียงจาก “กกต.” ก็พอจะมองเห็นได้ว่า ยิ่งโรด แมป “เลือกตั้ง”ขยับเข้ามาใกล้มากเพียงใด
อำนาจของ “รัฐบาล” ก็จะยิ่งลดน้อย
ยิ่งกว่านั้น อำนาจของ “คสช.” ก็จะยิ่งถอยห่างออกไปมากเพียงนั้น โดยเฉพาะในปริมณฑลแห่ง “การเลือกตั้ง”
คำปฏิเสธของ นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.ที่ว่า “ถ้านำทหารเข้ามาจะทำให้ภาพการเลือกตั้งดูไม่สงบ”
นี่ไม่เพียงแต่จะยืนยัน “อำนาจ” และหน้าที่ของ “กกต.”
หากแต่ยังทำให้ “ภาพ” แห่งความไม่สงบในห้วงของการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 หวนกลับมาโดยอัตโนมัติ
อยากให้ “ลืม” แต่กลับจะยิ่ง “จำ”
แม้กระทั่ง กตต.ที่เคยประกาศว่าจำเป็นต้อง “เอียง” ในแบบหอเอน แห่งเมืองปีซา ประเทศอิตาลี ก็ต้องยอมรับในปรากฏการณ์เมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ 2557
นั่นก็คือ การแตกออกเป็น 2 ขั้วในทางการเมือง
ขั้ว 1 ต้องการเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน อีกขั้ว 1 ไม่ต้องการให้การเลือกตั้งเดินหน้าต่อไปได้
จึงได้ประกาศมาตรการ “ชัตดาวน์” การเลือกตั้ง
การสกัดขัดขวางการเลือกตั้งเห็นได้อย่างเด่นชัดใน 2 พื้นที่ใหญ่ นั่นก็คือ พื้นที่ภาคใต้ และพื้นที่ กทม.
ใครคือ คนนำในการสกัดขัดขวาง
พรรคการเมืองใดมีบทบาทเป็นอย่างสูงในการรู้เห็นเป็นใจกับการสกัดขัดขวางการเลือกตั้ง
และใคร “ฉวยโอกาส” จากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้
ตัวละครเหล่านั้นเห็นได้ทั้งใน คสช.ในรัฐบาล ในพรรคการเมืองเก่าและในพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่
ที่อยากให้ “ลืม” แต่กลับฉายเด่นใน “ความจำ”
มีความต้องการจะเข้าไปกำกับ ควบคุม “กกต.” ให้ได้เหมือนกับความพยายามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 แน่นอน
แต่จะทำได้หรือไม่
ในเมื่อสถานการณ์เดือนกุมภาพันธ์ 2557 กับสถานการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 มีความแตกต่าง
แตกต่างในความรู้สึกและความทรงจำของประชาชน

