‘องอาจ’ แนะ กกต. ทำงานเชิงรุก ป้องกันซื้อเสียงทุจริตเลือกตั้ง ชี้ ‘บิ๊กตู่’ ไม่ควรห่วงความวุ่นวายช่วงหาเสียง

10.06.18 | 11:44 น.

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเตรียมการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องใช้งบประมาณมากกว่าเดิมว่า การที่ กกต. คาดการณ์ว่าการเลือกตั้ง ส.ส.จะใช้งบประมาณ 5,500-5,800 ล้านบาทเพราะกฎหมายให้อำนาจ กกต. เพิ่มขึ้นมาก ทั้งอำนาจสืบสวน ไต่สวน การจัดตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งก็เป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ การใช้เงินจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นเพื่อไปไล่จับพวกซื้อเสียงทุจริตเลือกตั้ง

นายองอาจกล่าวว่า ถึงแม้เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้มีการทุจริตเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่ก็เป็นการทำงานที่ไปแก้ปัญหาปลายเหตุ ตนจึงอยากฝากให้ กกต. แก้ปัญหาที่ต้นเหตุควบคู่ไปด้วย เช่น ช่วยกันรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชน และนักการเมืองเห็นผลร้ายของการซื้อสิทธิขายเสียง การทุจริตเลือกตั้งที่เป็นเชื้อโรคร้ายทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้ผุกร่อนลงเรื่อยๆ

เพราะการใช้เงินซื้อเสียงทุจริตเลือกตั้งจนชนะเลือกตั้งเข้ามามีอำนาจได้ จากนั้นก็ใช้อำนาจไปทุจริตคอร์รัปชั่น แสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบ จนมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แล้วก็เอาเงินที่ได้จากการกอบโกยโกงกินมาซื้อเสียงทุจริตเลือกตั้งเพื่อกลับเข้ามามีอำนาจอีก หมุนเวียนเป็นวงจรอุบาท์ต่อไปไม่มีวันจบสิ้น

นายองอาจกล่าวต่อว่า การทำงานของ กกต. จึงไม่ควรใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้นไปไล่จับคนซื้อเสียงทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น แต่ กกต.ควรทำงานเชิงรุก หาทางป้องกันการซื้อเสียงทุจริตเลือกตั้ง พร้อมกับการรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นพิษภัยของการซื้อเสียงทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเป็นการส่งเสริมพัฒนาการเมืองไทยให้มั่นคงต่อไป

ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความกังวลว่า เมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งแล้วอาจมีความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้นนั้น การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงอยู่แล้ว เชื่อว่านายกฯเอาอยู่ และเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งทุกพรรคการเมืองต่างมีภาระหน้าที่รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งมากกว่าที่จะมาสร้างความไม่สงบเรียบร้อย

Advertisement

อีกทั้งกฎหมายพรรคการเมืองก็มีข้อห้ามมากมายไม่ให้พรรคการเมืองส่งเสริม หรือสนับสนุนการก่อความไม่สงบเรียบร้อย ใครฝ่าฝืนก็มีโทษสูงถึงขั้นติดคุก ถูกยุบพรรคได้ แต่ถ้ามีใครก็ตามสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายก่อความไม่สงบขึ้นระหว่างเลือกตั้งรัฐบาลก็มีอำนาจ มีเครื่องมือมากมาย ที่จะช่วยระงับยับยั้งได้ นอกจากนั้นยังมีกฎหมายอาญา กฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ และกฎหมายอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นเครื่องมือช่วยทำให้เกิดความเรียบร้อยขึ้นได้

ขณะนี้ประชาชนคนไทยส่วนมากต่างอยากเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นในบ้านเมือง อยากเห็นการเมืองไทยเดินไปข้างหน้ามากกว่าความวุ่นวายในบ้านเมืองนายกฯ จึงไม่ควรวิตกกังวลว่าเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งแล้วอาจนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อย แต่นายกฯควรสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทย และนานาชาติมั่นใจว่ารัฐบาลมีความสามารถเพียงพอที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้