มีความเหมือน และแตกต่าง ระหว่างพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กับพรรคพลังประชารัฐ
ที่เหมือนประการแรก ทั้งสองพรรคถูกมองว่าเป็นพรรค รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ที่จะแตกต่างเล็กน้อย
พรรคพลังประชารัฐ ยังยืนยันไม่เปลี่ยน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเหมาะสมเป็นนายกฯทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง
ส่วน รปช. มีเงื่อนไขเพิ่มมาเล็กน้อย
คือจากเดิมหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เต็มที่
แต่เพื่อให้สอดคล้องกับ “แนวทางพรรคมวลชน” จึงขยายเงื่อนไขออกไปนิดว่า “ขอฟัง” เสียงมวลชนของพรรคก่อน
ส่วนจะมี “นัย” อะไรมากกว่านี้หรือไม่
โปรดติดตามกันต่อไป
ด้วยพรรคนี้ ได้วางมาตรฐาน (ผ่านคำพูดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ว่าพร้อมจะถูกด่าตระบัดสัตย์หากต้องทำเพื่อชาติและเพื่อนร่วมอุดมการณ์
ที่เหมือนกันประการที่สอง “คีย์แมน” สำคัญ ประกาศตัวจะยืนอยู่ข้างนอก ไม่ว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กับพรรคพลังประชารัฐ
หรือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพรรค รปช.
ความเหมือนนี้ ให้ทำใจไว้เลย เพราะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงสูงมาก
ส่วนจะต้องถึงขนาด “เสียน้ำตา” ให้เฉอะแฉะอีกหรือไม่ ก็ดูๆ กันไป
ส่วนที่ “แตกต่าง” ชัดเจนแล้วว่า แนวทางหาสมาชิกพรรค จะเดินกันคนละทาง
พรรคพลังประชารัฐ มุ่งไปยัง “นักการเมือง” ในสนาม มีการ “ดูด” เอากลุ่ม เอาก๊วน อดีต ส.ส. เข้าร่วม อย่างเปิดเผย
ล่าสุด มีการโก่งราคา “ทางการเมือง” ของกลุ่มดำเนินการตามสมควร ว่าตอนนี้มีอดีตนักการเมืองเข้าร่วมแล้วไม่น้อยกว่า 54 คน
มีการแบชื่อออกมาให้เห็นกันจะจะ
ทั้งเป็นการ “ผูกมัด” และทั้งเป็นการกระตุ้น ผู้ที่ยังกล้าๆ กลัวๆ ว่าตัดสินใจได้แล้ว ช้าอาจตกขบวนอะไรทำนองนั้น
ส่วนพรรค รปช. เลือกเดินทางมวลชน ด้วยการประสานกำลัง กปปส. เข้ากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
โดยมีกลุ่มนักวิชาการ คนชั้นสูง คนดี ที่มีแนวคิดในเชิงอนุรักษ์ เป็นแนวร่วมสำคัญ
ออกแบบพรรคแตกต่างจากพรรคพลังประชารัฐ ที่มีการเอ่ยชื่อหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค แล้ว
แต่พรรค รปช. พยายามจะให้มีภาพเปิดกว้าง โดยให้ผู้เข้ามาร่วมก่อตั้งพรรคเป็นผู้เสนอ จึงมีขั้นตอนอีกหลายขั้นตอน
จึงทำให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เอาวาจาผูกมัดตัวเองเอาไว้หลายเรื่อง
ต้องมีค่าใช้จ่ายหนักหน่อย
คือทั้งต้องกลับคำพูดตัวเอง ต้องเสียน้ำตา ถ้าไม่ใช่นายสุเทพ ก็ยากที่ใครจะเลียนแบบได้
แต่กระนั้น เพื่อเป้าสำคัญสูงสุดข้างต้น คือ เป็นกองหนุน รัฐบาลและ คสช.ให้ได้
ก็ต้องยอมทำ
และนี่จะเป็น “ทิศทาง” ไม่เปลี่ยน
คือแม้ พรรค รปช.และพรรคพลังประชารัฐ จะเดินเส้นทางแตกต่างกัน
แต่ก็เป็นการแยกกันเดิน รวมกันตี อยู่นั่นเอง
ซึ่งเมื่อผสานกับอำนาจและกลไกของรัฐบาลและ คสช.ที่วางเอาไว้ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ระเรื่อยลงไปถึง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆ
ทำให้ มีคน ซึ่งแม้ตอนนี้จะพะว้าพะวังกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ยังมีความหวังว่า สิ่งที่ทำไว้ตั้งแต่ 4 ปีที่ผ่านมา จะปรากฏผลหลังการเลือกตั้ง
คงไม่มีบทเรียนซ้ำอย่างพม่าหรือมาเลเซีย
ด้วยความเชื่อมั่นที่จะไปได้ต่อ ดังกล่าว
ทำให้ชาวบ้านตาดำๆ จำนวนไม่น้อยที่รู้ถึงการสูญเปล่ากับการเมืองไทยที่ผ่านมา มีโอกาสต้องเสียน้ำตาอีกครั้ง
เป็นน้ำตา ที่แตกต่างจากน้ำตาที่ทะลักออกมาจากสองเบ้าของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างแน่นอน
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

