ศาลฎีกาฯไต่สวนนัดแรก คดีสลายม็อบ พธม.51 “พ่อใหญ่จิ๋ว” อวยพรสงกรานต์ ขอให้จิตใจร้อนรุ่มของคนไทย เย็นลง

8.04.16 | 17:34 น.
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 เมษายน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีเลือกตั้ง เจ้าของสำนวน หมายเลขดำ อม.2/2558 และผู้พิพากษาองค์คณะ รวม 9 คน ไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบการสลายม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 295 และ 302 จากกรณีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 รัฐบาลนายสมชาย ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมกลุ่ม พธม.ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภาโดยมิชอบตามหลักสากล กระทั่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 471 ราย


ก่อนจะเริ่มไต่สวนทนายความของนายสมชาย จำเลยที่ 1 และทนายความของ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนพยานนัดแรกออกไปก่อน โดยจำเลยที่ 1 อ้างเหตุ ขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารสำนวนคดีที่ ป.ป.ช.ไม่ชี้มูลความผิด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ปี 2553, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ปี 2553 และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. ปี 2553 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในการสลายม็อบแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในปี 2553 เพื่อจำเลยจะนำมาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ แต่ ป.ป.ช.ได้ส่งบันทึกสรุปผลการวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์กับพวกไม่มีมูลมาให้ เพราะหากส่งสำนวนให้จำเลยจะเกิดผลเสียหายกับพยานในคดีดังกล่าวและไม่เกิดประโยชน์กับสาธารณะ

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ป.ป.ช.ส่งเอกสารสรุปข่าวให้จำเลยที่ 1 แล้ว และสองเหตุการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน พยานหลักฐานคนละชุดกัน จึงไม่มีเหตุให้ ป.ป.ช.ส่งเอกสารเข้ามาเป็นหลักฐานในคดีนี้ เว้นแต่จะเป็นเอกสารสรุปผลการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ที่ตัดรายชื่อพยานออกเพื่อความปลอดภัย

ส่วนที่ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 อ้างเหตุขอเลื่อนว่า ขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารที่จำเลยที่ 4 ให้การเพิ่มเติมกับ ป.ป.ช. 11 แฟ้ม 3,000 แผ่น แต่ ป.ป.ช. ยังไม่จัดส่งให้ ระบุว่าเอกสารยังไม่ครบนั้น ศาลได้ตรวจสอบเอกสารที่อ้างแล้ว พบว่าเอกสารส่วนใหญ่อยู่ในความครอบครองหน่วยงานอื่น หรืออยู่กับจำเลยที่ 4 เอง จำเลยย่อมสามารถหาเอกสารเองได้โดยไม่ต้องรอส่ง หากจำเป็นต้องใช้ในการซักค้านสามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาได้ การที่จำเลยอ้างว่าการไต่สวนจะต้องยึดถือหลักฐานในสำนวน ป.ป.ช.เป็นหลัก ศาลเห็นว่าเอกสารบางส่วนอยู่ที่จำเลยที่ 4 แล้ว ส่วนเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของ ป.ป.ช.สามารถส่งมาภายหลังได้ กรณีของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการไต่สวนวันนี้ออกไป

Advertisement

ต่อมา ป.ป.ช.ได้นำพยานเข้าไต่สวนรวม 2 ปาก มีนายวีระ สมความคิด นักสิทธิมนุษยชนและประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน ผู้กล่าวหาต่อ ป.ป.ช. เบิกความเป็นปากแรก ระบุว่าการปิดล้อมอาคารรัฐสภา พยานไม่ใช่ผู้ร่วมวางแผน โดยพยานเดินทางจากทำเนียบไปยังอาคารรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เพื่อปราศรัยต่อมวลชนถึงประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลทักษิณ ขณะที่การปิดล้อมอาคารรัฐสภาของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นไม่ต้องการให้รัฐบาลนายสมชาย จำเลยที่ 1 แถลงนโยบาย เพราะเห็นว่านายสมชายเป็นนอมินีของนายทักษิณ เกรงว่าจะมีการสืบทอดอำนาจ กลุ่มผู้ชุมนุมมีการรวมกลุ่มกันต่อเนื่องทั้งวันในหลายจุด รอบอาคารรัฐสภา โดยเจ้าหน้าที่พยายามจะสลายการชุมนุมแทบทุกจุด ขณะที่พยานเห็นตำรวจเคลื่อนกำลังพลเข้ามา พยานจึงเข้าไปเจรจากับตำรวจ แล้วนำข้อเสนอไปส่งให้แกนนำทั้งห้าพิจารณา แต่ปรากฏว่าตำรวจถอยร่นไป 10 เมตร แล้วยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ขณะที่พยานยืนปราศรัยอยู่บนท้ายรถกระบะก็ได้รับแรงกระแทกการยิงแก๊สน้ำตาด้วยจนตกจากท้ายรถกระแทกพื้นถนนหายใจไม่ออก กระทั่งมีอาสากู้ภัยลากตัวพยานไปให้น้ำเกลือในเต็นท์พยาบาลภายในทำเนียบรัฐบาล การกระทำนั้นไม่เป็นไปตามหลักสากล โดยพยานไม่ได้ยินคำเตือนของตำรวจว่าให้ถอยร่น หากไม่ถอยจะเคลื่อนกำลังจนอาจทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการบอกว่าตำรวจจะใช้กระบองและแก๊สน้ำตาควบคุมสถานการณ์ ทั้งนี้ ยอมรับว่าหลังได้รับบาดเจ็บก็ไม่เห็นเหตุการณ์ แต่ได้ยินเสียงระเบิดเป็นระยะ ขณะนั้นพยานได้รับทราบจากผู้ชุมนุมในเหตุการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ใช้ปืนลูกซองยาวและปืนพกสั้น แต่พยานไม่ทราบว่าลักษณะของปืนลูกซองคล้ายกับปืนยิงแก๊สน้ำตาหรือไม่ แต่จากเหตุการณ์ทราบว่ามีผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บแผลฉกรรจ์และเสียชีวิต

เมื่อทนายความถามว่าเหตุใดกลุ่มผู้ชุมนุมจึงไปล้อมที่ด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) นายวีระเบิกความว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ที่อยู่บริเวณเดียวกัน และถนนหน้า บช.น.เป็นที่สัญจรในการเดินทางมาชุมนุม พยานไม่ทราบว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมไปปิดล้อม บช.น. แต่ได้ยินเสียงดังออกมา ไม่ทราบว่าเป็นการยิงแก๊สน้ำตาหรืออาวุธชนิดใด

ขณะที่ทนายความจำเลยซักถามถึงการตรวจพบระเบิดปิงปอง ยาเสพติด และอาวุธในทำเนียบรัฐบาลหลังการชุมนุมยุติ รวมทั้งกรณีของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรืองน้องโบว์ ผู้เสียชีวิต ที่ตรวจพบผงซีโฟร์ที่ไม่มีในแก๊สน้ำตา นายวีระตอบว่าไม่ทราบ

จากนั้น ป.ป.ช.ได้นำนายสุรชัย ภู่ประเสริฐ อดีตเลขาธิการ ครม. สมัยรัฐบาลนายสมชาย ไต่สวนเป็นปากที่ 2 เกี่ยวกับการเตรียมการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นับจากเข้ารับหน้าที่ หากไม่ดำเนินการไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ รวมถึงมติ ครม.ไม่ได้ให้ตำรวจใช้ความรุนแรงหรือสลายการชุมนุม ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท จำเลยที่ 3 และ พล.ต.ท.สุชาติ จำเลยที่ 4 ไม่ได้ร่วมประชุม ครม.ด้วยแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เมื่อไต่สวนพยาน ป.ป.ช.เสร็จสิ้นทั้ง 2 ปากแล้ว ศาลนัดไต่สวนพยานครั้งที่ 2 ในวันที่ 29 เมษายนนี้ เวลา 09.30 น.

ขณะที่นายวีระกล่าวหลังไต่สวนถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า มีการเสนอแก้ระเบียบ ป.ป.ช.เกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงาน ที่มีแนวคิดจะปรับให้ ป.ป.ช.รับผิดชอบเฉพาะการดำเนินคดีอาญาที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่รวมถึงคดีอาญาเกิดจากความผิดทางวินัยของข้าราชการ ที่อาจส่งผลถึงการถอนฟ้องคดีนี้ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับคดีนี้ที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ มาก่อนแล้ว กฎหมายไม่อาจบังคับใช้ย้อนหลังได้ คดีนี้เป็นอาญา หากจะมีการถอนฟ้อง ตนในฐานะผู้กล่าวหาต่อ ป.ป.ช. จะไม่ยอมอย่างแน่นอน

ด้านนายสมชายกล่าวว่า พอใจกับการทำหน้าที่ของทนายความ พร้อมต่อสู้ตามรูปคดี เรามีหน้าที่นำข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ เสนอต่อศาล เพื่อให้ศาลพิจารณาประกอบสำนวนคดีต่อไป เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนพิจารณาของศาลแล้ว ส่วนตัวไม่รู้สึกกังวลอะไร

ด้าน พล.อ.ชวลิต กล่าวอวยพรในช่วงสงกรานต์นี้ว่า ขอให้จิตใจที่ร้อนรุ่มของคนไทยได้เย็นลง ขอให้บ้านเมืองและพวกเราสงบสุขตลอดไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศวันนี้ มีมวลชนกลุ่ม พธม. และผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ปี 2551 ประมาณ 20 กว่าคนมาร่วมฟังการไต่สวนนัดแรก โดยช่วงเวลาที่นายสมชายให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน มีเสียงจากกลุ่มมวลชนตะโกนแสดงความไม่พอใจ แต่ไม่ปรากฏว่าเกิดเหตุวุ่นวายใดๆ