คณิตศาสตร์รัฐสภา คณิตศาสตร์การเมือง โจทย์พลังประชารัฐ

14.06.18 | 12:15 น.

ถึงวันนี้ไม่มีใครไม่รู้ว่า

พรรคการเมืองใหม่ที่ชื่อ “พลังประชารัฐ” ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นฐานสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.

ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปภายหลังการเลือกตั้ง

น่าสนใจที่เป้าหมายและการขยายตัวของพรรคการเมืองน้องใหม่-แต่วิธีการไม่ใหม่-พรรคนี้

เติบใหญ่และขยายขึ้นเป็นลำดับ

Advertisement

จากโจทย์เริ่มต้น

ว่าพรรคการเมืองที่มีสิทธิเสนอบัญชีรายชื่อ 3 คน ให้รัฐสภาพิจารณาภายหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น

จะต้องมี ส.ส.จำนวน 25 คนขึ้นไป

แต่ด้วย “สถานภาพพิเศษ” ของพรรค

ที่อุดมด้วยทั้งทุนและอำนาจรัฐ

จึงไม่แปลกที่จะมีพรรคและนักการเมืองเก่าจำนวนไม่น้อย เดินสายเข้ามารวมตัว หรือยื่นสะพานทอดไมตรีมาให้

เริ่มต้นด้วยตระกูลสะสมทรัพย์จากนครปฐม

กลุ่มชลบุรีของ นายสนธยา คุณปลื้ม

มาถึงกลุ่มสุโขทัยของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน

กลุ่ม ส.ส.อีสานบางส่วนจากภูมิใจไทยและเพื่อไทย

แม้แต่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ จากพรรคชาติไทยพัฒนาก็ไปปรากฏตัวอย่างสง่าผ่าเผยเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางไปประชุม ครม.สัญจร นัดล่าสุด

ยังไม่นับเสียงกระหึ่มของประชาชน 30,000 คนในสนามปราสาทสายฟ้า จากการจัดการของ นายเนวิน ชิดชอบ

และการผละจากอ้อมอกของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ของ นายสกลธี ภัททิยกุล และ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

ชนิดที่คนแรกเข้าดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชนิดสายฟ้าแลบ

นายภิรมย์ พลวิเศษ อดีต ส.ส.นครราชสีมา ผู้ประกาศตัวเข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐ เป็นลำดับต้นๆ

ออกมาประกาศเสียงดังฟังชัดว่า ขณะนี้มีอดีต ส.ส. และอดีต ส.ว.ชนิด “ดาวฤกษ์” จากหลายพรรคแจ้งว่า จะย้ายเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐ

เพราะมั่นใจว่าถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ พลังประชารัฐจะได้เป็นรัฐบาลแน่นอน

มีการเปิดเผยรายชื่อ 54 คนเบื้องต้น

อาทิ นายบัวสอน ประชามอญ อดีต ส.ส.เชียงราย นายยรรยง ร่วมพัฒนา อดีต ส.ส.สุรินทร์ นายปัญญา ศรีปัญญา อดีต ส.ส.ขอนแก่น นายสุชาติ ศรีสังข์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม นายเกษม มาลัยศรี อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ฯลฯ

เรียกเสียงฮือฮาในวันแรกๆ

ก่อนจะเหลือเพียงพยางค์หลังในวันต่อๆ มา

เมื่อ นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประธานภาคอีสาน ออกมาระบุว่า

ส.ส.อีสานเพื่อไทย แบ่งเป็นแถวที่ 1, 2 และ 3 โดยแถวที่ 1 จะยึดเอาบัญชี ส.ส.ที่สอบได้เมื่อปี 54 และปี 57 เป็นหลัก

ยืนยันว่า ส.ส.แถว 1 ภาคอีสานของพรรคเพื่อไทยแทบไม่มีใครไปเลย

ส่วน นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ระบุว่า

การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาล่าสุดก็ไม่มีใครในรายชื่อเหล่านี้ได้ลงในนามพรรคเพื่อไทย

ยืนยันว่าอดีต ส.ส.ภาคเหนือที่เป็นตัวจริงก็ยังอยู่ครบ

ยังไม่นับการออกมาปฏิเสธของ นายศรีเรศ โกฎคำลือ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย

ที่ระบุว่าไม่รู้เรื่องการย้ายพรรคซบพรรคใหม่ครั้งนี้

กระนั้น ถึงวันนี้แกนนำของพรรคพลังประชารัฐก็ยังมั่นใจว่า

จำนวน ส.ส.ในมือชนิด “นอนมา” หากการเลือกตั้งเดิมขึ้นตามโรดแมปกุมภาพันธ์ 2562

อย่างน้อยจะอยู่ที่ 60-70 คน

แต่มีความจำเป็นที่ยังจะต้อง “เบ่ง” ต่อไป

เพื่อให้จำนวน ส.ส.ในมือภายหลังการเลือกตั้งมีไม่น้อยกว่า 100 คน

ประการหนึ่ง เพื่อเป็นการรับประกันว่าพลังประชารัฐ บวก 250 ส.ว.ในวุฒิสภาชุดใหม่

เลือกเมื่อไหร่ก็ได้นายกรัฐมนตรีคนที่อยากได้

ประการหนึ่ง จำนวน ส.ส.ที่เพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงจำนวน ส.ส.ของพรรคคู่แข่งลดลง

อันหมายถึงอำนาจต่อรองของพลังประชารัฐต่อพรรคการเมืองอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้น

ความฝันนี้จะเป็นจริงหรือไม่

ความเป็นจริงจะยืนยัน

เช่นเดียวกันกับการ “ประกาศแบบลับๆ” ของ “คนแดนไกล”

ที่ระบุว่า เลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อไทยจะได้ ส.ส.ถล่มทลายถึง 264 เก้าอี้

ก็ต้องความเป็นจริงยืนยันเช่นกัน