“กอบศักดิ์” ชี้ ไทยปฏิรูปมา 50 ปี ชนบทอ่อนแอทุกหย่อมหญ้า มีแต่หนี้ เปรียบไทยเป็นโรคตานขโมย หัวโต แต่แขนขาลีบ ชู รัฐบาลสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ให้ปชช.มีส่วนร่วมปฏิรูปประเทศ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 มิถุนายน ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน Meet the Press หัวข้อ “ปฏิรูปแนวใหม่ ร่วมคิดร่วมใจ สร้างไทยไปด้วยกัน” ตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเริ่มทำ แต่ทำมานานรวมแล้ว 4 รอบเป็นอย่างน้อยตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามา อาทิ เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง กระทรวง ทบวง กรม มีการตั้งกรรมการปฏิรูป กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือการปฏิรูปด้านการเมืองที่บางคนยังไม่เข้าใจหรือไม่ทันได้เฉลียวใจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กฎระเบียบของพรรคการเมืองต่างๆ เพราะฉะนั้น จะเป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อไปในอนาคตตัวอย่างคือ เรื่องการเลือกตั้งที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด โดยในการเลือกตั้งครั้งใหม่จะใช้สัดส่วนผสมคือหนึ่งคนหนึ่งโหวตหรือวันแมนวันโหวต เป็นหลักการใหม่ที่เมืองไทยไม่เคยทำมาก่อน เมื่อก่อนเป็นหนึ่งคนลงได้สองโหวต ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้ไม่ว่าพรรคไหนมีฐานเสียงแค่ไหนก็จะได้ตัวแทนในสภา เช่น พรรคหนึ่งมีฐานเสียง 30 เปอร์เซ็นต์ เขาก็จะมีตัวแทนในสภา 30 เปอร์เซ็นต์ จะไม่มีกรณีที่มีฐานเสียง 30 เปอร์เซ็นต์แล้วมีคนในสภา 45 เปอร์เซ็นต์เหมือนในอดีต เรื่องนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะจะทำให้สภาที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และมีตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงตามสัดส่วนจริงที่เกิดขึ้น รวมถึงมาตรา 77 ในรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งทำให้ทุกกฎหมายที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) จะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนหลายรอบ ทำให้ประชาชนส่งข้อคิดเห็นต่างๆเข้ามา สร้างการมีส่วนร่วมในเรื่องการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า หากถามว่าทำไมต้องปฏิรูป การปฏิรูปสำคัญอย่างไร มีการปั่นกระแสว่าระหว่างการเลือกตั้งกับการปฏิรูปอะไรควรมาก่อนกัน ตนคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิรูปต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ ประเทศไทยเริ่มช้ากว่าคนอื่น เพราะในช่วงหลังมีปัญหาเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้กระทั่งอันดับการเรียนการสอนก็ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน ในภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการบริหารความเปลี่ยนแปลง คนที่บริหารการเปลี่ยนแปลงได้ดีคือคนที่จะชนะเลิศในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ในอดีตประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆคือในสมัยรัชกาลที่5 และเป็นรากฐานของการพัฒนาจนถึงขณะนี้ ดังนั้น ถึงยุคที่เราต้องปฏิรูปครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง ถ้าเราทำได้ ประเทศไทยจะมีกลไกในการปรับเปลี่ยนให้ทันต่อยุคสมัย
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะที่ดำเนินการคืบหน้าไปมาก มีข้อเสนอเข้ามายังคณะกรรมการยุทธศาสตร์ประมาณ 2,000 ข้อ และมีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนเพื่อทำงานร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆเพื่อให้เกิดความสำเร็จ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เน้นว่า การปฏิรูปต้องทำเรื่องที่ประชาชนอยากได้ สรุปออกมาเป็น 6 ด้าน คือ 1.การแก้จน 2.ความเหลื่อมล้ำ 3.การแก้โกง 4.การมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย 5.การปฏิรูประบบราชการ และ 6.การสร้างอนาคต เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น การลงทุนด้านการขนส่งทางรางเกือบ 4 แสนล้านบาท หากรวมถึงรถไฟความเร็วสูงและรถไฟใต้ดินก็รวมมูลค่ากว่าล้านล้านบาท
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ในกลางเดือนนี้ กระทรวงต่างๆต้องส่งแผนยุทธศาสตร์กระทรวง 20 กระทรวง ด้านการแก้จน จะมีเรื่องไม้มีค่าที่จะเข้าที่ประชุม ครม. ในอีก 1 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนปลูกต้นไม้ยืนต้นมูลค่าสูงในที่ดินกรรมสิทธิ์เพื่อการออมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ด้านการแก้ความเหลื่อมล้ำ จะมีการจัดตั้งสำนักงานบูรณาการลดความเหลื่อมล้ำ เรื่องการแก้โกง ต่อไปจะมีแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการทุจริต รวมถึงการเสนอกฎหมายข้อมูลข่าวสารสู่ครม.ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อดำเนินการในเรื่องต่างๆ จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการ 5 คณะ ประกอบด้วย 1.อนุกรรมการด้านประสานงาน 2.อนุกรรมการดำเนินการปฏิรูปกระทรวง ตั้งเป้า 4 กระทรวงต้นแบบ คือ กระทรวงอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) 3.อนุกรรมการด้านกฎหมายที่จะทำงานร่วมกับนายบวรศักดิ์ อุวรรโณอย่างใกล้ชิด 4.อนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์(พีอาร์)เพื่อสร้างการรับรู้ไปยังประชาชน 5.อนุกรรมการด้านจริยธรรมและมาตรฐานของสื่อมวลชน
นายกอบศักดิ์ ระบุว่า ไทยเป็นโรคตานขโมย คือ หัวโต พุงโล ก้นป่อง และแขนขาลีบ ปฏิรูปมา 50 ปี ชนบทอ่อนแอทุกหย่อมหญ้า เหลือแค่คนแก่กับเด็ก มีแต่หนี้ รัฐบาลจึงต้องมีโครงการสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากอย่างน้อย 15 โครงการที่จะเร่งเครื่องในรัฐบาลนี้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เช่น กองทุนยุติธรรม พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)วิสาหกิจชุมชน พ.ร.บ.สถาบันการเงินประชาชน พ.ร.บ.วิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ร.บ.ป่าชุมชน และหลังจากนี้จะมีการขับเคลื่อนโครงการธนาคารที่ดินด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(พีมูฟ) รวมทั้งเสนอโครงการดูแลผู้ป่วยติดเตียงเข้าสู่ครม. ในปลายเดือนนี้
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ส่วนร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น จะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในวันที่ 15 มิถุนายน และคาดว่าจะประกาศใช้ได้ในต้นเดือนตุลาคมปีนี้ ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งใจให้การปฏิรูปรอบนี้เป็นการปฏิรูปที่เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยใช้หลักการร่วมคิดร่วมใจ สร้างไทยไปด้วยกัน ต่อไปจะมีแฮชแท็ก #Reform Together มีทีมแอดมินที่ดูแลรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมถึงให้เยาวชนได้ส่งแนวคิดปฏิรูปประเทศไทยเข้าร่วมการประกวด

