ไม่ได้มาแต่ “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ไม่ได้มาแต่ “กลุ่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสรี” อย่างที่ พระสุวิทย์ ธีรธัมโม แห่งวัดอ้อน้อย นครปฐม “คาดหมาย” หากพลันที่มติในที่ประชุมสนช. 252 เสียงลงมติเห็นชอบให้ตั้ง “คำถามพ่วง”ในการทำประชามติวันที่ 7 สิงหาคม พร้อมกับ”เนื้อความ” “เพื่อให้การปฏิรูปประเทศต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดบท เฉพาะกาลว่า ระหว่าง 5 ปีแรกนับตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรกให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรํฐมนตรี”
ปรากฏว่ามีคนเข้ามา”ร่วม”ด้วยช่วยกัน “คึกคัก” ไม่เพียงแต่จะมาจาก นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง หากยังมี น.ส.รสนา โตสิตระกูล หากยังมี นายนิกร จำนง ซึ่งเป็นสมาชิก สปท. ในโควตาของพรรคชาติไทยพัฒนา หากยังมี นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ แต่ละ “ท่าน” ล้วนมากด้วยความ “คมเข้ม”
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เป็นบัณฑิตทางด้าน “การตลาด” จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บท “คอมเมนต์” จึงแฝงกลิ่นอาย “มาร์เก็ตติ้ง””การตั้งคำถามนี้ยาวเกินไปและมีลักษณะเป็นคำถามนำ(leading question) เพื่อนำไปสู่คำตอบในทิศทางที่ต้องการ และมีคำยาก(jargon)อาจทำให้ยากและสับสนในการตีความของประชาชน “ควรปรับปรุงคำถามนี้ให้ถูกหลักวิชาการ”
ขณะที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ขับเคี่ยวกับการทุจริต คอรัปชั่น มาอย่างต่อเนื่องในบทของ “ภาคประชาสังคม” ติดป้าย “คนดี” ตั้งแต่ยุคทำความสะอาด “สาธารณสุข” มาแล้ว “สปท.และสนช.ควรเว้นวรรคการเมืองหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับเพื่อแลกกับการลงมติด้วยเสียงเอกฉันท์ให้มีคำถามประกอบประชามติให้สิทธิส.ว.สรรหาชุดแรกร่วมลงมติเห็นชอบบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี “เพื่อสร้างมาตรฐานการไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และให้เจตนารมณ์ร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.ที่ให้ชื่อว่าเป็นฉบับปราบโกงเป็นตามเป้าหมาย”
ทั้งนี้ สมาชิกทั้ง 2 สภาย่อมเข้าข่ายเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่อาจถูกครหาได้ว่า จงใจชงคำถามนี้ให้เข้าตากรรมการคสช.เพื่อแลกกับการที่จะได้รับเลือกเข้ามาเป็นส.ว.อีกตามบทเฉพาะกาลหรือไม่ “เพื่อป้องกันคำครหา” แต่ละถ้อยคำ แต่ละประโยค ตีเข้ากับ “ขนด” หางอันเปี่ยมด้วย “คุณธรรม”แห่งความเป็น “คนดี” คนดีใน “สปท.” คนดีใน”สนช.”
และเมื่อตกมาถึง นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ และเมื่อตกมาถึงมือ นายนิกร จำนง ยิ่งมากด้วยความหวาดเสียว เพราะคนแรกมาจาก “พรรคประชาธิปัตย์” เพราะคนหลังมาจาก “พรรคชาติไทยพัฒนา” ซึ่งก็คือ “พรรคชาติไทย” ที่รู้ๆกันตั้งแต่ยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 2 คนนี้มีความเห็น “ร่วม” โดยมิได้ “นัดหมาย” นั่นก็คือ มีความเห็นว่า “คำถามพ่วง”อันมาจากสปท.และสนช.นั้นแหละจะทำให้ “ร่าง”รัฐธรรมนูญไม่ผ่าน “ประชามติ” เท่ากับ “เดี้ยง”
ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นอันมาจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนาและรวมถึงพรรคประชาสังคม
เห็นตรงกันกับ “พรรคเพื่อไทย” เห็นตรงกันกับ”นปช.”

